SET วันนี้แกว่งขึ้น ลุ้น 1,590 จุด ชู BDMS-TU หุ้นเด่น จับตา NFP สหรัฐ
InnovestX คาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งขึ้น หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐลดลง ตลาดเพิ่มน้ำหนักเฟดคงดอกเบี้ย แต่ Upside ยังจำกัด ให้กรอบ 1,570-1,590 จุด จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐคืนนี้ พร้อมเลือก BDMS-TU เป็นหุ้นเด่นประจำวัน
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) วันนี้แกว่งตัวขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวลดลง จากตลาดกลับมาเพิ่มน้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม มองว่ากรอบการปรับขึ้นของ SET ยังจำกัด และเนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ตลาดอาจมีความผันผวนจากแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง โดยประเมินแนวรับที่ 1,570 และ 1,565 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,590 และ 1,595 จุด
ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามคืนนี้ คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls: NFP) เดือน ส.ค.ของสหรัฐ รวมถึงอัตราการว่างงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ต่อไป
ด้าน Christopher Waller ผู้ว่าการ Fed สนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือน ก.ย. หลังข้อมูลเงินเฟ้อชะลอตัว ขณะที่ FedWatch Tool สะท้อนโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยลดลงเหลือ 48.4% จากเดิม 63.2% ช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง มองเป็นบวกในระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มการเงิน ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้จับตาการประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก เพื่อเร่งบูรณาการกฎระเบียบ รวมถึงเกณฑ์ใบอนุญาต BOI และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดย InnovestX คาดว่าความชัดเจนของกรอบกำกับดูแลจะช่วยลดปัจจัยกดดันและดึงเม็ดเงินลงทุนเทคโนโลยีระดับโลกเข้าสู่ไทย ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA และ WHA รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STECON และ CK
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หลังภาครัฐเตรียมปรับเกณฑ์อุดหนุนค่าที่พักเป็นอัตราเดียว เพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายวัน และเปิดให้ใช้วงเงินกับภาคบริการโดยตรง โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ให้ทันก่อนวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งมองเป็นบวกต่อ CENTEL, ERW, AOT รวมถึงหุ้นค้าปลีก CPALL, CRC และ CPN
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น InnovestX มอง SET ยังอยู่ในลักษณะแกว่งตัวไซด์เวย์ แม้มีแรงหนุนจากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ชะลอตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed จึงแนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” ผ่าน 4 ธีมลงทุน
ประกอบด้วย Policy Play หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น ERW, CENTEL, AWC, CPALL, CPN รวมถึงหุ้นพลังงานสะอาด GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHAUP, AMATA และ WHA และหุ้นรับเหมา STECON, CK, SCC และ SCCC
Consumption Play เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศ เช่น CPALL, CRC, CPN, GLOBAL, TRUE, MTC, SAWAD, TIDLOR และ BEM
ส่วน Laggard Play เลือกหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้ากว่า SET แต่กำไรครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, MTC และ TIDLOR
ธีมสุดท้ายคือ High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ต โดยเน้นหุ้นที่เตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและคาดให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 2% ได้แก่ TTB, BCP, OR, HMPRO และ KKP
สำหรับหุ้นเด่นประจำวัน InnovestX เลือก BDMS จากสัญญาณฟื้นตัวของรายได้ โดยเดือน ก.ค. 2569 รายได้เติบโต 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งตัวจากไตรมาส 2/2569 ที่เติบโต 1% พร้อมมองว่าไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปี และมีแรงหนุนจากผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เป้าหมายระยะสั้น 21.20 บาท
ส่วน TU ได้แรงหนุนจากความต้องการในธุรกิจอาหารทะเลที่ดีขึ้น ประกอบกับอัตรากำไรที่สูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน โดยบริษัทคาดยอดขายปี 2569 เติบโต 4-6% จากปีก่อน ขณะที่ยังมี Upside จากการทยอยคืนภาษีศุลกากรจากสหรัฐ รวมถึงประโยชน์ทางภาษีจากสหราชอาณาจักรและ FTA กับสหภาพยุโรป ให้เป้าหมายระยะสั้น 13.50 บาท