เวทีรับฟังร่างแผน PDP ถกเข้ม จี้เปิดสมมติฐานต้นทุนพลังงาน-ทบทวน CCS, SMR, เร่งให้เร็วเหมือนเวียดนาม
เวทีรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) วันที่ 8 ก.ย. 2569 เป็นไปอย่างเข้มข้น หลายภาคส่วนตั้งคำถามต่อการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ การบรรจุเทคโนโลยี CCS และโรงไฟฟ้า SMR รวมถึงเรียกร้องให้เปิดเผยสมมติฐานต้นทุนเชื้อเพลิงและเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ผู้จัดทำแผนยืนยันพร้อมรับข้อเสนอปรับปรุงรายละเอียด และย้ำว่าทุกทางเลือกยังสามารถบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยผู้แทนจากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคการเมือง และภาคเอกชน ร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อทิศทางการวางแผนพลังงานของประเทศ ทั้งประเด็นการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตลอดจนแนวทางผลักดันพลังงานหมุนเวียนและความโปร่งใสของข้อมูลที่ใช้จัดทำแผน
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ตั้งข้อสังเกตว่า แผนในช่วง 12 ปีแรกของทุกทางเลือกแทบไม่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนอาจมองว่าไม่มี “ทางเลือก” ที่แท้จริง พร้อมสอบถามว่าหากเวทีรับฟังความคิดเห็นเสนอแนวทางใหม่ ยังสามารถปรับแผนในช่วงเวลาดังกล่าวได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพา LNG โดยยกตัวอย่างเวียดนามที่กำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวดเร็วกว่าไทย
นายพงศ์พลยังตั้งคำถามถึงการบรรจุ CCS เป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของแผน โดยเห็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และอาจไม่คุ้มค่าด้านสิ่งแวดล้อม จึงเสนอให้ใช้เป็นมาตรการเสริมมากกว่ากำหนดเป็นทางเลือกหลักของแผน พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR เนื่องจากไทยไม่มีแหล่งยูเรเนียมในประเทศและยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ด้านนายวรภพ วิริยะโรจน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ผู้จัดทำแผนเปิดเผยสมมติฐานต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะต้นทุน LNG เทียบกับก๊าซธรรมชาติในประเทศ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกประเภทโรงไฟฟ้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากใช้ต้นทุน LNG ตามความเป็นจริง พลังงานหมุนเวียนอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่าการเพิ่มกำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ จะยังสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศหรือไม่ และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล Generation Mix ควบคู่กับ Capacity Mix เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
ขณะที่ตัวแทนผู้ประกอบการด้านพลังงาน แสดงความกังวลต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในยุคที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่าเกณฑ์ LOLE ซึ่งใช้ประเมินความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามานานกว่า 60 ปี อาจไม่เพียงพอสำหรับระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พร้อมเสนอให้นำตัวชี้วัดใหม่ เช่น Net Qualifying Capacity และ Effective Load Carrying Capability (ELCC) มาใช้ประกอบการวางแผน รวมทั้งยกตัวอย่างแนวทางของรัฐแคลิฟอร์เนีย และตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีแสงแดดหรือลมต่อเนื่องหลายวัน ระบบแบตเตอรี่จะได้รับพลังงานจากแหล่งใด
ส่วน ดร.ดุสิต เครืองาม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ตั้งคำถามเชิงเทคนิคเกี่ยวกับที่มาของตัวเลขกำลังผลิตโซลาร์เซลล์ 24,300 เมกะวัตต์ในร่างแผน PDP ซึ่งเห็นว่าคำนวณจากข้อมูลเดิมแล้วไม่สอดคล้องกัน รวมถึงการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ไปรวมเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยระบุว่า BESS ไม่ใช่แหล่งผลิตไฟฟ้าและไม่ควรถูกรวมอยู่ในตัวเลขกำลังผลิต นอกจากนี้ยังสอบถามว่าโครงการ Solar IPS และนโยบายสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังของรัฐบาล ได้บรรจุไว้ในแผน PDP แล้วหรือไม่
ด้านผู้แทนคณะผู้จัดทำแผน PDP ชี้แจงว่า สาเหตุที่แผนในช่วง 12 ปีแรกของทุกทางเลือกมีลักษณะใกล้เคียงกัน เนื่องจากประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาดังกล่าวเหมือนกัน จึงใช้แนวทางดำเนินงานเดียวกัน ส่วนความแตกต่างของแต่ละทางเลือกจะเกิดขึ้นหลังปี 2580 อย่างไรก็ตาม หากได้รับข้อเสนอที่เหมาะสมจากเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็พร้อมนำไปพิจารณาปรับปรุงแผน
สำหรับข้อเสนอให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผู้จัดทำแผนระบุว่าสามารถดำเนินการได้ หากมีสมมติฐานด้านเทคโนโลยีและต้นทุนที่เอื้ออำนวย แต่ยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าควบคู่กัน ขณะที่การกำหนด CCS เป็นหนึ่งในทางเลือกของแผน มีเหตุผลจากเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ซึ่งกำหนดให้ต้องใช้มาตรการดักจับและกักเก็บคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
ผู้จัดทำแผนยังยืนยันว่า ทุกทางเลือกของร่างแผนสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ พร้อมเปิดรับข้อเสนอเพื่อนำไปปรับปรุงรายละเอียดในขั้นตอนต่อไป สำหรับการเพิ่มกำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจาก 6,300 เมกะวัตต์ในร่างแผนเดิมเป็นประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ระบุว่าเกิดจากการทบทวนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถใช้โรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มขึ้นได้ในบางช่วงเวลา โดยยังคงบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนด
ในประเด็นการนำเข้า LNG ผู้จัดทำแผนชี้แจงว่า ได้คำนึงถึงการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งจากแหล่งในประเทศและการนำเข้า โดยแต่ละสถานการณ์จะมีสัดส่วนแตกต่างกัน และจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเอกสารประกอบ ขณะที่แนวโน้มต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แม้ต้นทุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ต้นทุนด้านการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้นทุนรวมในระยะยาวอาจไม่ได้ลดลงทั้งหมด
ทั้งนี้ ผู้จัดทำแผนยอมรับข้อเสนอจากภาคเอกชนและภาคประชาชนว่าจะนำไปพิจารณาปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเปิดเผยสมมติฐานที่ใช้จัดทำแผน การกำหนดเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนให้ชัดเจน และการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์เพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
สำหรับเทคโนโลยี SMR ผู้จัดทำแผนระบุว่า ได้พิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำ จึงมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเสริมระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นได้ พร้อมยืนยันว่าแผนดังกล่าวไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ แต่จะใช้เฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมจนสิ้นอายุการใช้งานตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้จัดทำแผนยังเปิดเผยว่าได้เริ่มประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี CCS ควบคู่กับการศึกษาความพร้อมของโรงไฟฟ้า SMR เพื่อรองรับการดำเนินการในอนาคต หากประเทศไทยเลือกใช้เทคโนโลยีดังกล่าวตามแนวทางของแผนพลังงานชาติ โดยหลังจากแผน PDP แล้วเสร็จ จะถูกบูรณาการร่วมกับแผนก๊าซธรรมชาติ แผนพลังงานทดแทน และแผนอนุรักษ์พลังงาน ก่อนจัดทำเป็นแผนพลังงานชาติฉบับสมบูรณ์ต่อไป.