เปิดไฮไลต์ร่าง PDP2026 ปรับโฉมไฟฟ้าไทย ดันพลังงานสะอาด 65-89% สู่ Net Zero ปี 2593
กระทรวงพลังงานเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP2026) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการใช้พลังงานในอนาคต โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด รองรับการเติบโตของ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมผลักดันประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนประกาศใช้เป็นแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 8 กันยายน 2569 กระทรวงพลังงานได้จัดร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (Power Development Plan 2026 : PDP2026) เป็นแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานระยะยาวที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง (Energy Security) มีต้นทุนที่เหมาะสม สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593
ทั้งนี้ ร่างแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาชน เพื่อให้แผนมีความสมบูรณ์และสะท้อนความต้องการของทุกภาคส่วนก่อนนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
การจัดทำแผน PDP2026 มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งแตกต่างจากช่วงเวลาที่จัดทำแผน PDP ฉบับก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) การพัฒนาโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การขยายระบบขนส่งทางราง ตลอดจนแนวโน้มที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของนานาชาติ เช่น กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) และมาตรการด้านภาษีคาร์บอน ซึ่งล้วนเป็นแรงผลักดันให้ระบบไฟฟ้าต้องพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น
จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แผน PDP2026 จึงปรับแนวคิดการวางแผนระบบไฟฟ้าจากรูปแบบเดิมที่เน้นการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และใช้ค่ากำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) เป็นตัวชี้วัดหลัก ไปสู่ระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและกระจายศูนย์มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) และกำลังผลิตที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง (Firm Power) เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพแม้สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสนับสนุนให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Prosumer) ผ่านการเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรงด้วยกลไก Third Party Access (TPA) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมและยกระดับการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า แผน PDP2026 ได้ปรับสมมติฐานหลายประการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยลดอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากร้อยละ 3.10 เหลือร้อยละ 2.49 ปรับประมาณการประชากรจากแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นแนวโน้มลดลง เปลี่ยนปีฐานในการวิเคราะห์เป็นปี 2568 และขยายพื้นที่การวิเคราะห์จาก 5 ภูมิภาคเป็น 7 ภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ (Peak Load) เปลี่ยนจากช่วงบ่ายไปเป็นช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชนและผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้า
ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนเพิ่มในอนาคตจะมาจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 91,736 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ศูนย์ข้อมูลที่มีความต้องการไฟฟ้าระหว่าง 42,468-55,744 กิกะวัตต์ชั่วโมง โครงการในพื้นที่ EEC ประมาณ 7,791 กิกะวัตต์ชั่วโมง รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า MRT และนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่
อย่างไรก็ตาม ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะถูกชดเชยบางส่วนด้วยมาตรการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan : EEP) และการผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชนและภาคธุรกิจ (Independent Power Supply : IPS) ซึ่งช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าหลักและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของประเทศ
เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตยังมีความไม่แน่นอน แผน PDP2026 จึงได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenario) หลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของ Data Center และระดับความสำเร็จของมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ก่อนจะเลือกใช้กรณีความต้องการไฟฟ้าระดับต่ำและระดับกลางเป็นกรอบในการจัดทำแผน เนื่องจากมีความเหมาะสมกับศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศไทยมากที่สุด การกำหนดฉากทัศน์ดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่เกินความจำเป็น และทำให้การวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
แผน PDP2026 ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Security) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economy) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า (Decentralization) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ในด้านการประเมินความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แผน PDP2026 ได้เปลี่ยนจากการใช้ค่ากำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) มาใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถสะท้อนความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้าดับได้อย่างเหมาะสมในระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง โดยกำหนดให้ค่า LOLE ไม่เกิน 1 วันต่อปี เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเศรษฐกิจและประชาชน
ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า แผนได้พิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ พลังงานความร้อนใต้พิภพ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อเป็นทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยได้มีการประเมินต้นทุนและศักยภาพของแต่ละเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจในการจัดทำแผน
ร่างแผน PDP2026 ได้นำเสนอทางเลือกการพัฒนาระบบไฟฟ้า 4 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน (Base Case) กรณี Net Zero โดยใช้เทคโนโลยี CCS กรณี Net Zero ที่เน้นพลังงานหมุนเวียน และกรณีที่ผสมผสานทั้งพลังงานหมุนเวียนและ CCS โดยในช่วงแรกของแผน
ทั้งสี่กรณีจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน เช่น การติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ CCGT และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ก่อนที่แนวทางการพัฒนาจะเริ่มแตกต่างกันในระยะหลังตามระดับการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีลดคาร์บอนของแต่ละกรณี
ผลการศึกษาระบุว่า ทุกทางเลือกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2593 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงเหลือประมาณ 16.6-19.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 65-89 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้าน AI และ Data Center ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าสีเขียว แม้ว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะทำให้ต้องลงทุนเพิ่มเติมในระบบส่งไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
แต่ผลการวิเคราะห์ของร่างแผนระบุว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของแต่ละทางเลือกยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศให้สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การใช้ระบบกักเก็บพลังงาน การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในตลาดไฟฟ้า
รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น SMR และ CCS เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ภายใต้หลักการพัฒนาที่คำนึงถึงความมั่นคง ความคุ้มค่า และความยั่งยืนควบคู่กันอย่างสมดุล