เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
“ชัชชาติ” ยันเช่ารถขยะ EV วงเงิน 6,000 ล้าน เดินหน้าโปร่งใส ขออย่ากล่าวหาว่า”ทุจริต”
Economic “ชัชชาติ” ยันเช่ารถขยะ EV วงเงิน 6,000 ล้าน เดินหน้าโปร่งใส ขออย่ากล่าวหาว่า”ทุจริต”
ราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
เช็กรายชื่อ 100 ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม ‘ฝ่ายผู้ประกันตน’ ชิงเค้กดูแลเงินกองทุน 2.5 ล้านล้าน
Politics เช็กรายชื่อ 100 ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม ‘ฝ่ายผู้ประกันตน’ ชิงเค้กดูแลเงินกองทุน 2.5 ล้านล้าน
สภาพัฒน์ แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจยาว-ดึงลงทุน รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย
Politics สภาพัฒน์ แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจยาว-ดึงลงทุน รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย
บางจาก ตั้ง ‘บัณฑิต หรรษาไพบูลย์’ นั่งซีอีโอคนใหม่ รับไม้ต่อ ‘ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช’ 1 ม.ค. 70
Economic บางจาก ตั้ง ‘บัณฑิต หรรษาไพบูลย์’ นั่งซีอีโอคนใหม่ รับไม้ต่อ ‘ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช’ 1 ม.ค. 70
KKP ขยับเพิ่ม GDP โต 2.5% ฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง เทรนด์ AI พุ่ง “อุตฯ ดั้งเดิม-ฐานราก” ซบเซา
Finance KKP ขยับเพิ่ม GDP โต 2.5% ฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง เทรนด์ AI พุ่ง “อุตฯ ดั้งเดิม-ฐานราก” ซบเซา
ลุ้นหุ้นไทยฟื้น! ยีลด์เริ่มลง บล.พาย ชู MTC-SAWAD-TIDLOR
Finance ลุ้นหุ้นไทยฟื้น! ยีลด์เริ่มลง บล.พาย ชู MTC-SAWAD-TIDLOR
รวมภาพบรรยากาศขาย ‘iPhone 18 Pro’ วันแรก ณ Apple Store เซ็นทรัลเวิลด์
Tech รวมภาพบรรยากาศขาย ‘iPhone 18 Pro’ วันแรก ณ Apple Store เซ็นทรัลเวิลด์
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดผ่อนคลายความกังวลต่ออุปทานตึงตัว
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดผ่อนคลายความกังวลต่ออุปทานตึงตัว
ดูทั้งหมด

ส่งออกฝ่าด่านภาษีสหรัฐลุ้นปี’70 กระจายตลาดหวังโตต่อ

17 ก.ย. 2569 | 05:26น.

ทิศทางส่งออกไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งแม้การหารือความตกลง ART จะช่วยลดความไม่แน่นอนลง แต่รายละเอียดสำคัญทั้งอัตราภาษีสุดท้าย รายการสินค้ายกเว้น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงเงื่อนไขแรงงานบังคับยังต้องรอข้อสรุป ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าความเสี่ยงจากเดิมที่ “คาดการณ์ไม่ได้” เริ่มเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้ ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประเมินว่า แม้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญทั้งสงครามและมาตรการภาษีของสหรัฐ แต่การส่งออกยังขยายตัว โดย 7 เดือนแรกปี 2569 โตประมาณ 18% พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดใหม่และเพิ่มเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการรับมือความผันผวนในปี 2570

ART บวกแต่ยังไม่จบ

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการหารือ ART ระหว่างไทยกับสหรัฐถือเป็นสัญญาณบวก โดยสหรัฐส่งสัญญาณว่าไทยจะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้ ทั้งนี้ “คลายกังวลได้มากในเชิงทิศทาง แต่ยังคลายได้เพียงระดับหนึ่งในเชิงกฎหมาย” เนื่องจากยังไม่มีข้อความ ความตกลงฉบับสมบูรณ์ ตารางพิกัดสินค้า และประกาศสหรัฐที่มีผลต่อการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นทางการ

สำหรับมาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 12.5% ขณะที่บางประเทศที่มีกฎหมายหรือข้อผูกพันด้านแรงงานบังคับอยู่ที่ 10% หาก ART ฉบับสุดท้ายของไทยได้รับการยอมรับ มีโอกาสลดภาระลง 2.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าที่ยังไม่ได้รับยกเว้น แต่ไม่ได้หมายความว่าภาษีจะลดเหลือศูนย์ ส่วนการไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้คำยืนยันเรื่องอัตราภาษีที่เป็นธรรมยังไม่ใช่หลักประกันทางกฎหมาย แต่ความเสี่ยงได้ลดจาก “ความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้” มาเป็น “ความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้”

เป้าแรก “อย่าเสียเปรียบคู่แข่ง”

กลุ่มสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ เครื่องจักร รวมถึงสินค้าประมาณ 28% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐที่ยังไม่ได้รับยกเว้นมาตรา 301 อีกกลุ่มคือ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ สินค้าทางการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้ามูลค่าเพิ่ม หากได้รับการบรรจุในบัญชียกเว้นเพิ่มเติม จะช่วยรักษาความสามารถของไทยในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ เมื่อเทียบในอาเซียน ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์อยู่ที่ 12.5% ในชั้นภาษีกรณีแรงงาน ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาอยู่ที่ 10% หากไทยลดลงมาอยู่ที่ 10% ได้ จะช่วยให้กลับมาแข่งขันใกล้เคียงมาเลเซียและอินโดนีเซียมากขึ้น

“อานิสงส์สำคัญที่สุดของ ART ในระยะแรกอาจไม่ใช่การทำให้ไทยได้เปรียบทุกประเทศ แต่คือการป้องกันไม่ให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง”

ผู้ส่งออกต้องรับกติกาเข้มขึ้น

ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่า ยังต้องรอความชัดเจนทั้งเรื่องอัตราภาษีจริง รายการสินค้ายกเว้น กฎถิ่นกำเนิด เงื่อนไขแรงงานบังคับ และข้อผูกพันในการเปิดตลาด ขณะเดียวกันผู้ส่งออกต้องเตรียมระบบ Traceability ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิต กระบวนการแปรรูป ไปจนถึงสถานะแรงงานของคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากจีนหรือประเทศที่สาม ซึ่งต้องพิสูจน์ว่าเกิดการแปรรูปอย่างมีสาระสำคัญในไทย ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลผลักดันหลักไม่เรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน มีกลไกทบทวนอัตราและขอยกเว้นสินค้า รวมถึงจัดตั้ง One Stop Service เพื่อช่วยผู้ส่งออกด้านกฎถิ่นกำเนิด แรงงาน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะ SMEs

ชี้ส่งออกไทยก้าวข้าม “สหรัฐ” 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความกังวลมากที่สุดต่อการส่งออกไทยคือ การประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐ เนื่องจากมีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้เผชิญความผันผวนหลายด้าน การส่งออกไทยยังสามารถขยายตัวได้ โดยปี 2568 เติบโตประมาณ 13% ขณะที่ในปี 2569 กรมประเมินว่ามีโอกาสเติบโตในระดับ 2 หลักเช่นเดียวกัน โดยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 18% สินค้าสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ขณะที่กรมยังเดินหน้าสนับสนุนกลุ่มอื่น เช่นอัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ อาหาร และอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ

“เลิกกังวล” ปัจจัยคุมไม่ได้

สำหรับความเสี่ยงจากสหรัฐและปัจจัยต่างประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า นางสาวสุนันทากล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ กลับมาบริหารปัจจัยที่ผู้ประกอบการสามารถควบคุมเอง

“ถ้าถามว่ากังวลไหม ตอนนี้เลิกกังวลแล้ว เพราะเรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือตัวเรา”

สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องติดตาม Trend ของโลกให้ทัน รักษาคุณภาพสินค้า และทบทวนการแข่งขันด้วยราคา เพราะผู้ผลิตทั่วโลกมีจำนวนมาก และไทยอาจไม่สามารถแข่งขัน โดยอาศัยราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางต้องขยับไปสู่การยกระดับสินค้าและรักษาคุณภาพ รวมถึงนำจุดแข็งของผู้ประกอบการไทยออกไปทำตลาดมากขึ้น

นางสาวสุนันทาระบุว่า แม้ที่ผ่านมาไทยเผชิญทั้งมาตรการของสหรัฐ สงคราม และความขัดแย้งในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำคือร่วมมือกันมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศต้องทำงานหนักขึ้นในการนำข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและเหตุการณ์ในแต่ละตลาดกลับมาให้ผู้ประกอบการอย่างรวดเร็วและชัดเจน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์

“ถ้านโยบายของสหรัฐมาแบบนี้ เราก็เจอมาแล้ว สงครามก็เจอมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน และทำให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น”

แนะผู้ประกอบการลุย OEM

ส่วนยุทธศาสตร์ปี 2570 จะเพิ่มน้ำหนักการเจาะตลาดใหม่และตลาดรอง ทั้งแอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชียใต้ รวมถึงเมืองรองในจีน ขณะที่การทำตลาดในอินเดียจะขยายลงไปสู่รัฐต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้กรมจะปรับรูปแบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น ใช้เครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น และเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพราะการขยายตลาดในภาวะที่การค้าโลกมีความไม่แน่นอนสูง ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพังได้

นอกจากนี้จะมีงานใหม่ เช่น การผลักดัน Private Label หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ หรือ Retailer ต่างประเทศ ซึ่งกรมมองว่าเป็นอีกช่องทางเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้าน OEM อยู่แล้ว ขณะเดียวกันจะขยายงานด้านเกม คอนเทนต์ Wellness และสินค้าใหม่ ๆ ตลอดจนเดินหน้าตลาดอาหาร ซึ่งกรมมองว่ายังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงในปีหน้า

สำหรับสินค้าอาหาร นางสาวสุนันทาประเมินว่ายังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง จากการตอบรับในงานแสดงสินค้าและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศ จึงมีแผนเพิ่มทั้งจำนวนสินค้า ความหลากหลาย และเจาะตลาดให้ลึกขึ้น ดังนั้นทิศทางส่งออกไทยในปี 2570 จะไม่ได้อยู่บนสมมติฐานว่าความเสี่ยงจากสหรัฐ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศจะหมดไป แต่เป็นการปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอน ผ่านการรักษาคุณภาพสินค้า ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา กระจายตลาด เพิ่มช่องทางใหม่ และทำให้ข้อมูลจากตลาดต่างประเทศส่งถึงผู้ประกอบการได้เร็วขึ้น เพื่อรักษาแรงส่งของการส่งออกต่อเนื่องจากปี 2569

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษี ส่งออก