CJ เล็ง IPO ปี’72 เผย NASDAQ-Hang Seng-SGX ตบเท้าจีบ
CJ Mall สปีดธุรกิจเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2572 หลังตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศทั้งสหรัฐ ฮ่องกง สิงคโปร์ตบเท้าเจรจา ลุยขยายสาขาแตะ 5,000 สาขา พร้อมรายได้ 100,000 ล้านบาทในปี 2572
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง คาราบาวกรุ๊ป หรือ CBG กล่าวว่า ธุรกิจร้านค้าปลีก ซี.เจ. มอลล์ (CJ Mall) ของบริษัท ซี.เจ. มอลล์ จำกัดนั้น วางเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือทำ IPO ภายในปี 2572 ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นจุดที่ ซี.เจ. มอลล์ มีจำนวนสาขาใกล้เคียงหรือมากกว่า 5,000 สาขา และคาดการณ์ว่ารายได้รวมจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท จากปัจจุบันตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ไว้ประมาณ 80,000 ล้านบาท
ตลาดหุ้นฮ่องกง-สิงคโปร์-สหรัฐ ตบเท้าเจรจา CJ Mall
โดยแผนการระดมทุนนี้ ที่ผ่านมามีตลาดหลักทรัพย์ต่างชาติเข้ามาเจรจาทาบทามแล้ว 3 ราย คือ ตลาดหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (Hang Seng) ของฮ่องกงเข้ามาเจรจาอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 5 ครั้ง ชูจุดเด่นด้านปริมาณการซื้อขายสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่บริษัทยังมีข้อกังวลในเรื่องที่นักลงทุนทั่วไปในจีนอาจจะยังไม่รู้จักแบรนด์ซีเจดีพอเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เข้ามาเจรจาแล้ว 2 ครั้ง พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจคือ หากซีเจยื่น Filing ที่ SGX จะสามารถเชื่อมต่อไปเข้าตลาด NASDAQ ของสหรัฐฯ ได้ด้วยเอกสารชุดเดียวกัน นอกจากนี้ SGX ยังระบุว่ารัฐบาลสิงคโปร์มีการลงทุนในตลาดค่อนข้างเยอะ และบริษัทค้าปลีกในตลาดยังไม่น่าสนใจเท่าซีเจ
ส่วนตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา มาพูดคุยนำเสนอข้อมูลแล้ว 1 ครั้งเช่นกัน
อย่างไรก็ตามนายเสถียร ย้ำว่า บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจเบนเข็มไปตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียทั้งหมด และในช่วงหลังเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก
ย้ำระดมทุนทำธุรกิจระยะยาว
นายเสถียร ยังเสริมว่า สาเหตุบริษัทยังไม่รีบนำซีเจเข้าระดมทุนในช่วงนี้ เนื่องจากไม่มีแรงกดดันเรื่องเงินลงทุนหรือภาระหนี้สิน โดยปัจจุบันซีเจมีผลกำไรและการเติบโตที่ดี อีกทั้งมีสัดส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก จึงไม่จำเป็นต้องรีบระดมทุน
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยมองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์คือการนำเงินของประชาชนมาใช้ทำธุรกิจ จึงต้องมีเรื่องราวการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน มีความรับผิดชอบระยะยาว และไม่ใช่การระดมทุนเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้นแล้วทิ้งบริษัทไป
ปี ’69 ทุ่ม 5,000–6,000 ล้านสปีด 500 สาขา
สำหรับปี 2569 นี้ บริษัทเดินหน้าขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 500 สาขา ใช้งบลงทุนประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ
พร้อมงัดกลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชั่นภายใต้แนวคิด “ครบ ถูก คุ้ม” เน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ยอมได้กำไรต่อชิ้นน้อยลง เพื่อเน้นปริมาณการขายที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น และช่วยพยุงกำลังซื้อของลูกค้าในชุมชนให้สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้คล่องตัว
ดึงสินค้าชุมชน-SME เสริมพอร์ต
รวมถึงใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ มาพัฒนาเป็นช่องทางนำสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนและเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบตลาดโมเดิร์นเทรด ผ่านโครงการเรือธงอย่าง “ซี.เจ. สตาร์ (CJ Star) / ของดีติดดาว”
ในเฟสแรกคัด 21 สินค้าเด่น จาก 17 ผู้ประกอบการ เข้ามาวางจำหน่ายนำร่องใน 500 สาขา จากทั้งหมด 2,000 สาขา เนื่องจากผู้ประกอบการชุมชนบางรายยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ
โดยหลังการทดลองวางจำหน่ายสินค้าชุมชนในโครงการ CJ Star เพียง 3 วันแรก สามารถสร้างยอดขายรวมได้สูงถึง 180,000 บาท หรือคิดเป็นปริมาณสินค้ากว่า 5,000 ชิ้น ถือเป็นผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพดี
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงวางเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันและต่อยอดสินค้าชุมชนไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น เผือกทอดฉาบ หรือกล้วยฉาบซึ่งมีศักยภาพสูง อาศัยเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศจากกลุ่มธุรกิจในเครือคาราบาวที่พร้อมสนับสนุน หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในด้านกำลังการผลิตและมาตรฐาน ทางบริษัทก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนช่องทางการส่งออกอย่างเต็มที่ในอนาคต
