เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไพร์มสตรีทฯ หนุน จุฬาฯ “CU Financial Change Agent” ติวเข้มนิสิตเป็นผู้นำความรู้ทางการเงิน
Uncategorized ไพร์มสตรีทฯ หนุน จุฬาฯ “CU Financial Change Agent” ติวเข้มนิสิตเป็นผู้นำความรู้ทางการเงิน
ผ่าวิจัย “คลองวังโตนด” หักล้าง EIA เขื่อนทำลายสวรรค์ช้าง 70 เชือก จวกมาตรการผีหลอก-โยนภาระอุทยานฯ
Politics ผ่าวิจัย “คลองวังโตนด” หักล้าง EIA เขื่อนทำลายสวรรค์ช้าง 70 เชือก จวกมาตรการผีหลอก-โยนภาระอุทยานฯ
เปิดมติ กกต. 5 ต่อ 2 “สิทธิโชติ – ชาย นครชัย” เสียงข้างน้อย ส่งฟ้องภูมิใจไทย
Politics เปิดมติ กกต. 5 ต่อ 2 “สิทธิโชติ – ชาย นครชัย” เสียงข้างน้อย ส่งฟ้องภูมิใจไทย
ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ขยับลง 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ขยับลง 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,200 บาท
อว.-ตลท. ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ปั้นงานวิจัยสู่ธุรกิจ ดัน 5 บริษัทเข้าตลาดหุ้น
Finance อว.-ตลท. ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ปั้นงานวิจัยสู่ธุรกิจ ดัน 5 บริษัทเข้าตลาดหุ้น
GROREIT จ่อชงผู้ถือหุ้น ‘ขายสินทรัพย์-เลิกกอง’ 28 ต.ค.นี้ รายใหม่ทุ่ม 5.3 พันล้าน สูงกว่า ROH 427 ล้าน
Finance GROREIT จ่อชงผู้ถือหุ้น ‘ขายสินทรัพย์-เลิกกอง’ 28 ต.ค.นี้ รายใหม่ทุ่ม 5.3 พันล้าน สูงกว่า ROH 427 ล้าน
มาสเตอร์การ์ด เปิดตัว Wallet Pay เชื่อม e-Wallet สู่การชำระเงินทั่วโลก
Tech มาสเตอร์การ์ด เปิดตัว Wallet Pay เชื่อม e-Wallet สู่การชำระเงินทั่วโลก
ปลัดคลังเรียกประชุมบอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ เร่งชี้ขาดต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 17 ก.ย.นี้
Finance ปลัดคลังเรียกประชุมบอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ เร่งชี้ขาดต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 17 ก.ย.นี้
สหรัฐยอมรับครั้งแรก ส่งอาวุธอวกาศขึ้นวงโคจรแล้ว
World สหรัฐยอมรับครั้งแรก ส่งอาวุธอวกาศขึ้นวงโคจรแล้ว
ศุภจี ยินดีถ้า ‘อนุทิน’ ตั้ง รมช.พาณิชย์ ‘ปลัดวุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมืองหลังเกษียณ
Politics ศุภจี ยินดีถ้า ‘อนุทิน’ ตั้ง รมช.พาณิชย์ ‘ปลัดวุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมืองหลังเกษียณ
ดูทั้งหมด

SCB EIC ชี้ GDP ปีนี้โต 2.2% จับตากำลังซื้อแผ่ว แนะต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเฉพาะจุด

15 ก.ย. 2569 | 16:06น.

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.2% จากเดิม 2% แรงหนุนส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ชี้การฟื้นตัวยังกระจุกตัวแบบ K-Shaped ช่องว่างห่างมากขึ้น จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า และเอลนีโญ กลุ่มเอสเอ็มียังวิกฤต แนะภาครัฐ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปรับช่วยเฉพาะจุดให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) แถลงข่าวในหัวข้อมุมมองเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาส 3 ปี 2569 : The Age of K-Shaped โลกผันผวน ไทยเปราะบาง El Niño ซ้ำเติม ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะความเหลื่อมล้ำสูง (K-Shaped) เป็นผลมาจากทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

โดยโครงสร้างการเติบโตที่กระจุกตัว เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่มไฮเทค เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรับอานิสงส์จากวัฏจักรของเอไอ แต่กลุ่มนี้มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงมาก จึงสร้างประโยชน์ด้านการจ้างงานในวงจำกัด

แต่ความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ การใช้จ่ายของภาคเอกชนและภาครัฐยังคงชะลอตัว รวมถึงการที่ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับ “ไทยช่วยไทย” ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต้องต่ออายุออกไปในไตรมาส 4 แต่โมเมนตัมกำลังซื้อยังคงเปราะบาง

ช่องว่างความเหลื่อมล้ำสูง K ขาบน ครองสัดส่วน 76%

ทั้งนี้ K ขาบน โดยเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ฟื้นตัวและเติบโตได้ดีกว่าเอสเอ็มอีอย่างชัดเจน โดยบริษัทระดับ Top 1% ประมาณ 4,000 บริษัท จากทั้งหมดเกือบ 400,000 บริษัท มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนครองสัดส่วนสูงถึง 76% ส่วน K ขาล่าง ที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งสัดส่วนกลุ่มเอสเอ็มอีที่เข้าข่ายบริษัทซอมบี้ (Zombie Companies) หรือบริษัทที่มีกำไรไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยและภาระหนี้ ปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 12%

ทางด้านตลาดแรงงาน โดยแม้อัตราการว่างงานโดยรวมยังดูต่ำที่ประมาณ 1% แต่จำนวนคนว่างงานในครึ่งแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีก่อน ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10% จำนวนคนทำงานต่ำกว่าระดับ ทำงานน้อยกว่าเกณฑ์ชั่วโมงมาตรฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยรายได้แรงงาน รวม OT และโบนัส เมื่อหักเงินเฟ้อแล้วยังคงติดลบ หมายความว่ารายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ แรงงานนอกระบบเผชิญภาวะค่าจ้างติดลบแม้ในรูปจำนวนเงินสด

จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามอง ทั้ง 1.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานดันราคาน้ำมันดิบพุ่งเกือบ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีข้อจำกัดเนื่องจากสถานะติดลบสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบถึงระดับ 90,000 ล้านบาท ภาครัฐจึงต้องระวังการตรึงราคาที่กระทบต่อกองทุนในระยะต่อไป

  1. สงครามการค้า (Trade War) และมาตรการภาษี ไทยเป็น 1 ใน 60 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 12.5% จากประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับ (Forced Labor) โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นภาษีกับอีก 16 ประเทศ รวมถึงไทย ในข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยคาดว่าตัวเลขภาษีอาจถูกตั้งไว้สูงเพื่อใช้เป็นแรงกดดันให้เข้าเจรจาเปิดตลาด พร้อมการปรับโครงสร้าง Supply Chain ในประเทศเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นทางผ่านสินค้า
  2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (El Niño) ซึ่งมีนักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาส 4 ถึงครึ่งแรกของปีหน้าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ทำให้ปริมาณน้ำฝนในอาเซียนลดลงอย่างมาก กระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรหลัก ข้าว อ้อย ปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบ ประเมินว่ากระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.2% – 0.4% ในช่วง 2 ปี โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และปรับเปลี่ยนซัพพลายเชน

เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ไม่กระทบดอกเบี้ยนโยบายไทย คาดคงยาวจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยอาศัยเสถียรภาพทางการเงินและเงินสำรองที่แข็งแกร่ง พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในพลังงานหมุนเวียน

โดยประเมินว่าหากดำเนินตามแผน PDP ใหม่ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดอาจขาดดุลประมาณ 3% ของจีดีพี ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดาสำหรับเศรษฐกิจไทย

ทางด้านข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหา K-Shaped ควรมีการยกระดับ K ขาบน โดยการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องมุ่งเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินลงทุนเท่านั้น พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี การดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Local Supply Chain การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างงานคุณภาพสูง ส่วนการประคองและเปลี่ยนผ่าน K ขาล่าง ต้องระดมทรัพยากรรัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เข้าไปช่วยเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ท่องเที่ยว กลุ่ม Wellness อาหารและเครื่องดื่ม ภาคการผลิต ให้เกิดการ Green Transition และ AI Transformation สำหรับกลุ่มที่ปรับตัวไม่ได้ ต้องมีมาตรการรองรับ การปรับโครงสร้างหนี้ และการเร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill / Reskill) ภายในประเทศ

“เสถียรภาพทางการเมือง ในระยะสั้นกระทบจำกัดหากรัฐบาลยังมีเสียงข้างมากและผลักดันนโยบายได้ แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับกระบวนการตามหลักนิติรัฐนิติธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน”

ปรับจีดีพีไทยใหม่เป็น 2.2% จากส่งออก แนะไทยช่วยไทยพลัสปรับส่งเสริมเฉพาะจุด

ดร.ยรรยง กล่าวต่อว่า SCB EIC ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ใหม่ จะขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.0 และในปี 2570 ขยายตัว 2.1% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยีตามวัฏจักรของเอไอในโลก แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในรูปแบบ K-shaped ที่มีรูปแบบฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม รวมถึงเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐกับไทยช่วยไทยพลัส ที่อัดฉีดลงไปในไตรมาส 3 คิดเป็นประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท แต่ควรเปลี่ยนรูปแบบจากการกระจายทั่วไป เป็นการระบุกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างสูงสุด

“มาตรการไทยช่วยไทยในเฟสแรกที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่โมเมนตัมของกำลังซื้อและการใช้จ่ายในภาพรวมยังคงเปราะบาง ภาครัฐยังคงมีความจำเป็นต้องต่ออายุหรือออกมาตรการเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจต่อ โดยมีข้อเสนอแนะให้ปรับเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่ม ปรับกลุ่มผู้เปราะบางอย่างแท้จริง หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มนำเงินไปใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสูงสุด”

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC กล่าวว่า จากการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย ที่อัดฉีดลงไปในไตรมาส 3 คิดเป็นประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ อยู่ที่ราว 1.3–1.4 ช่วยดันเศรษฐกิจไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% – 0.3% ภาพรวมทั้งปีแรงส่งดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการจีดีพีในปีนี้ปรับตัวสูงขึ้น