ผ่าวิจัย “คลองวังโตนด” หักล้าง EIA เขื่อนทำลายสวรรค์ช้าง 70 เชือก จวกมาตรการผีหลอก-โยนภาระอุทยานฯ
ผ่างานวิจัยเชิงลึก “ธรรมนูญ เต็มไชย” หักล้าง EIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ชี้ชัดสร้างเขื่อนทำลายสวรรค์พืชอาหาร 182 ชนิด จมป่าราบ 2 หมื่นไร่ เตือนช้างป่า 70 ตัวเตรียมแตกโขลงทะลักจันทบุรี-สระแก้ว แฉมาตรการลดผลกระทบทำไม่ได้จริง-โยนภาระอุทยานฯ
บนเวทีเสวนาเนื่องในงานรำลึก 36 ปี สืบนาคะเสถียร ประเด็นข้อถกเถียงเรื่องการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ถูกนำกลับมาวิพากษ์อย่างแหลมคมอีกครั้ง ผ่านข้อมูลงานวิจัยและภาพถ่ายทางอากาศโดย นายธรรมนูญ เต็มไชย หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุทยานแห่งชาติเพชรบุรี ในฐานะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
นายธรรมนูญ ซึ่งรับผิดชอบงานวิจัยในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ยาวไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรีและกลุ่มป่าภาคตะวันออกทั้งหมด รวมถึงถวายงานในโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์มาตั้งแต่ปี 2560 ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พร้อมสะท้อนบทเรียนสำคัญจากระบบนิเวศและการเคลื่อนที่ของช้างป่าที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนแห่งนี้
ส่องโครงข่ายน้ำตะวันออก อ่างเดิมป้อนโรงงาน-ชี้แหล่งน้ำเกษตร “เพียงพอแล้ว”
นายธรรมนูญ ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในกลุ่มป่าตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขาสอยดาว และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง เนื้อที่กว่า 70,000 ไร่ อันเป็นจิ๊กซอว์เชื่อมต่อผืนป่าสำคัญ
ปัจจุบันพื้นที่อำเภอแก่งหางแมวมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไปแล้วหลายแห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด คลองหางแมว และคลองพวาใหญ่ ที่สร้างขึ้นไล่เลี่ยกัน โดยมี “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เป็นโครงการที่สามที่กำลังมีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม น้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้งหมดที่สร้างขึ้นกลับไม่ได้ถูกส่งมาให้ชาวบ้านในพื้นที่ แต่ถูกผันลงสู่อ่างเก็บน้ำเขาจุก ก่อนส่งต่อไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นหลัก ส่วนน้ำตอนบนก็ไหลลงล่างทั้งหมด
“ปัจจุบันแหล่งน้ำที่มีอยู่อย่างมหาศาล ถ้าระบุว่าจะทำเพื่อเกษตรกร ผมมองว่ามันเพียงพอแล้ว”

เปิดนิเวศ “เขาชะเมา-เขาวง” สำรวจพบพืชอาหารช้าง 182 ชนิด
ในส่วนของอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและจิ๊กซอว์เติมเต็มระบบนิเวศป่าตะวันออก สภาพพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 เป็นป่าดิบชื้นผสมป่าดิบแล้ง โดยแนวเขาทางทิศตะวันออกเป็นป่าดิบชื้น ทิศตะวันตกเป็นป่าดิบแล้ง ขณะที่พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นป่าดิบชื้นผสม ซึ่งเป็นบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมหากมีการสร้างเขื่อน
พื้นที่ตอนบนของจุดน้ำท่วมเคยเป็นพื้นที่บุกรุกเก่าและหมอนไม้ แต่ปัจจุบันได้ฟื้นฟูกลายเป็นสวนป่าและปลูกป่าทดแทนจนมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ รวมถึงเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ หน่วยพิทักษ์ป่า และหน่วยจัดการต้นน้ำคลองทราย ซึ่งจะถูกน้ำท่วมทั้งหมดหากโครงการเกิดขึ้น
จากการบินโดรนสำรวจพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ประกอบกับการเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างละเอียดตั้งแต่ปี 2552 โดยการวางกริดเดินสำรวจทุก 1 ตารางกิโลเมตร มาร์กเส้นทางด้วย GPS บันทึกจุดพิกัดโป่งธรรมชาติ และพืชอาหารช้าง นายธรรมนูญพบข้อมูลที่ย้อนแย้งกับรายงาน EIA อย่างสิ้นเชิง
จากการสำรวจพบพืชที่เป็นอาหารช้างในพื้นที่มากถึง 182 ชนิด ถือเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์มาก อาทิ ดงกะพ้อขนาดใหญ่ กระบกช้าง และพืชหายากอย่าง “กล้วยหมูสังสีนวล” ซึ่งเป็นทั้งไม้หายากและอาหารโปรดของช้างป่า
ใช้โมเดลสถิติรัน 21 ตัวแปร หักล้าง EIA กรมชลฯ “ช้างไม่ได้ต้องการเขื่อน”
นายธรรมนูญ ได้นำข้อมูลพืชอาหารช้างมาวิเคราะห์ผ่านโมเดลจำลองทางสถิติที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า 70% พบว่า การเกิดระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ต้องอาศัยปัจจัยร่วมอย่างน้อย 21 ตัวแปร ทั้งด้านปฐพีวิทยา ชีวภาพ กายภาพ และภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่หาได้ยาก และเป็นคำตอบว่าทำไมจึงไม่พบโครงสร้างพืชอาหารลักษณะนี้ในเขาอ่างฤาไน
เมื่อนำจุดพิกัดการกระจายตัวของช้างมารันแบบจำลองร่วมกับพืชอาหาร โดยคัดกรองตัวแปรจนเหลือ 12 ปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่าถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมที่สุดของช้างป่ากระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่ราบโซนน้ำท่วม และบริเวณลำคลองที่น้ำไม่ท่วม โดยมี พืชอาหารช้าง เป็นตัวแปรที่มีค่าคะแนนความสำคัญมากที่สุด ส่งผลต่อการกระจายตัวของช้างป่าเป็นอันดับหนึ่ง
ผลการวิจัยดังกล่าวนำมาสู่การหักล้างคำชี้แจงของกรมชลประทานที่เคยระบุต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) ว่า “หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จ ปัญหาช้างอาจลดลง เพราะช้างมีทั้งแหล่งน้ำและอาหารเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยดึงดูดสัตว์ป่า”
นายธรรมนูญ ได้พิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าวด้วยการสร้างแบบจำลองจำลองสถานการณ์น้ำท่วม ตั้งแต่ระดับความสูง 66.95 เมตรตามข้อเสนอเดิมของกรมชลประทาน และระดับ 65.5 เมตรที่มีการเจรจาขอลดระดับลงมา โดยทดลองลดระดับน้ำลงทีละ 1 เมตร เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อยู่อาศัยช้าง ผลลัพธ์ที่ได้ คือ
- พื้นที่อยู่อาศัยที่ดีหายทันที: หากกักเก็บน้ำตามระดับที่กรมชลประทานเสนอ พื้นที่อยู่อาศัยชั้นดีของช้างจำนวน 8,000 กว่าไร่ และระดับปานกลางอีก 12,000 กว่าไร่ รวมกว่า 20,000 ไร่ จะสูญหายไปทั้งหมด
- ต้องท่วมไม่เกิน 57 เมตรถึงจะส่งผลดี: การสร้างอ่างเก็บน้ำจะส่งผลดีต่อถิ่นที่อยู่ช้างตามที่กรมชลประทานอ้าง ได้ก็ต่อเมื่อลดระดับน้ำท่วมลงมาอยู่ที่ความสูง 57 – 56 เมตรเท่านั้น (ท่วมเฉพาะชายป่า เสียพื้นที่ 70-188 ไร่) ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งคนและช้าง
- ปัจจัยเรื่องน้ำมีผลแค่ 1.1%: ในพื้นที่นี้ ช้างใช้น้ำจากคลองวังโตนดและคลองทรายที่มีน้ำไหลตลอดปีอยู่แล้ว การสร้างเขื่อนเพิ่มไม่ได้ช่วยให้การกระจายตัวของช้างดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ตอนปี 2562 หรือ 2563 ที่ คชก. ผ่าน EIA ฉบับนี้ รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ได้ไปบินสำรวจดู พอเห็นกับตาก็เลยบอกว่าไม่ให้สร้างแล้ว… ส่วนข้ออ้างเรื่องน้ำที่บอกว่าดีขึ้น ผมพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ปัจจัยเรื่องน้ำมีผลแค่ 1.1% ช้างมีน้ำใช้อยู่แล้ว จึงปฏิเสธและไม่เชื่อข้อมูลนั้น”
นายธรรมนูญ ระบุเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจหาลักษณะพืชอาหารช้างตามแบบจำลองทั่วภาคตะวันออก พบว่าเคยมีโครงสร้างเช่นนี้ที่เขาสอยดาว แต่ปัจจุบันกลายเป็นสวนลำไยและสวนทุเรียนไปแล้ว ทำให้เหลือเพียงอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง แห่งเดียวเท่านั้นที่เป็นผืนป่าราบสมบูรณ์สำหรับช้างป่า


ไขอัตลักษณ์หูช้าง 70 ตัว ชี้ป่าสมบูรณ์ช่วย “เซฟงบเยียวยา” มหาศาล
จากการสืบสานพระราชดำริในการจัดทำฐานข้อมูลช้างป่ารายตัว คณะทำงานได้ติดตามถ่ายภาพและคัดแยกอัตลักษณ์ช้างในพื้นที่เขาชะเมา-เขาวง ไปแล้วกว่า 19,000 ภาพ โดยจำแนกจากโครงสร้างร่างกาย เพศ ลักษณะงา โครงร่าง หาง และใช้ “เส้นเลือดบนใบหู” เป็นจุดฟันธงสุดท้าย ซึ่งมีความเฉพาะตัวไม่ซ้ำกันเปรียบเสมือนลายนิ้วมือของมนุษย์
ผลการแยกอัตลักษณ์ยืนยันว่า พื้นที่เขาชะเมา-เขาวง มีช้างป่าอยู่อาศัยอย่างน้อย 70 ตัว โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานชื่อให้ เช่น ช้างที่มีคำลงท้ายด้วย “คชา” ทรงตั้งชื่อโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานติดตามได้แม่นยำยิ่งขึ้น
เมื่อพิจารณาโครงสร้างประชากรช้าง 70 ตัวในเขาชะเมา-เขาวง นายธรรมนูญ ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการรักษาป่าสมบูรณ์ โดยเปรียบเทียบงบประมาณที่กรมอุทยานฯ ต้องจ่ายเยียวยาความเสียหายจากช้างป่าในปีที่ผ่านมา:
- เขาชะเมา-เขาวง (ช้าง 70 ตัว): จ่ายเงินเยียวยาเพียง 20,000 กว่าบาท
- ฝั่งติดเขาชะเมา (ช้าง 20 กว่าตัว): เสียหาย 4 ล้านกว่าบาท
- เขาสิบห้าชั้น ฝั่งเขาชะเมา (ช้าง 20 กว่าตัว): เสียหาย 3 ล้านกว่าบาท
- เขาอ่างฤาไน (ช้าง 200 ตัว): จ่ายเงินเยียวยาสูงถึง 35 ล้านบาท
“ช้าง 70 ตัวที่เขาชะเมา-เขาวง เสียหายแค่ 20,000 กว่าบาท ในขณะที่เขาอ่างฤาไน 35 ล้านบาท มันคนละเรื่องกันเลย หมายความว่าการเป็นที่อยู่ที่ดีย่อมช่วยประหยัดงบประมาณ ช่วยรักษาชีวิตและความเสียหายของประชาชนไว้ได้”
เตือน 3 แบบจำลอง “ช้างแตกโขลง” ล้นท่วมจันทบุรี-สระแก้ว
จากการติดตามเส้นทางเดินของช้างป่าภาคตะวันออกตอนล่าง ช้างโขลง 70 ตัวในเขาชะเมา-เขาวง มีวงรอบการเดินตัดข้ามสันเขาไปเขาสอยดาว (ซึ่งช่วงฤดูแล้งจะมีพระสงฆ์นำผลไม้มาวางดักเพื่อชะลอการออกนอกป่า) มีเพียงบางตัวที่ลงมาบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองหางแมวแล้วเดินกลับเข้าป่า ขณะที่ช้างตัวผู้จะข้ามไปผสมพันธุ์กับโขลงอื่นตามกลไกธรรมชาติ ไม่ได้เดินมาจากเขาอ่างฤาไนตามที่รายงาน EIA ระบุ
หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจนน้ำท่วมพื้นที่ป่าราบ คำถามสำคัญคือ “ช้าง 70 ตัวจะไปไหน?” เนื่องจากพื้นที่อื่นต่างมีช้างเจ้าถิ่นจับจองอยู่แล้ว นายธรรมนูญ ได้เสนอแบบจำลองการเคลื่อนที่ของช้างไว้ 3 แนวทาง:
- อพยพสู่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว (จันทบุรี): ช้างจะเคลื่อนย้ายลงสู่พื้นที่ที่ยังไม่มีเจ้าถิ่น คือบริเวณ อ.ขลุง ติดกับ อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งมีสภาพเป็นภูเขาสันเต่า ช้างจะไม่ขึ้นไปนอนบนเขา แต่จะใช้วิธีซ่อนตัวในสวนยางพาราหรือป่าลุ่มตอนกลางวัน แล้วออกหากินในสวนผลไม้ของชาวบ้านตอนเย็น (ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนก่อน เจ้าหน้าที่น้ำตกพลิ้วรายงานว่าพบช้างเริ่มเข้ามาสำรวจพื้นที่แล้ว หลัง ครม. อนุมัติงบ 7,200 ล้านบาท)
- สร้างวงรอบการเดินใหม่: ช้างโขลงจำเป็นต้องมีพฤติกรรมการเดินเป็นวงรอบที่แน่นอน (ต่างจากช้างโทน) เช่นเดียวกับโขลง 120 ตัวในเขาอ่างฤาไนที่มีวงรอบการเดินทวนเข็มนาฬิกาทุก 4 เดือน ช้างโขลงนี้จะพยายามหาพื้นที่สร้างวงรอบใหม่ด้านล่างที่ไม่ซ้อนทับกับเจ้าถิ่น
- ทะลักข้ามฝั่งสู่จังหวัดสระแก้ว: บริเวณเขตรอยต่อระหว่างเขาชะเมา-เขาวง กับเขาอ่างฤาไน มีช้างอีกโขลงจำนวน 14 ตัว หากช้างโขลง 70 ตัวข้ามไปแย่งชิงพื้นที่ อาจกดดันให้โขลง 14 ตัว หรือช้างโขลงใหญ่ล้นข้ามฝั่งเข้าไปยังจังหวัดสระแก้ว
“ชาวบ้านภาคตะวันออกอยู่กับปัญหาช้างมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ผมจึงไม่แปลกใจที่ชาวจันทบุรีลุกขึ้นมาคัดค้านเรื่องอ่างวังโตนด เพราะเขารู้ว่าถ้ามีอ่างเมื่อไหร่ คนที่ไม่เคยได้รับความเสียหายจากช้างอาจจะต้องเจอ และความเสียหายอาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม”

แฉ EIA นั่งมโนเส้นทางเดินช้าง-จับโป่งมาตรการแก้ปัญหา “ผีหลอก”
นายธรรมนูญ ได้เปิดเผยถึงความล้มเหลวของรายงาน EIA ในส่วนการสำรวจเส้นทางเดินช้างว่า ในรายงานเวอร์ชันแรกไม่มีข้อมูลดังกล่าว แต่เมื่อมีการทักท้วง ผู้จัดทำ EIA กลับนำ “เส้นทางลากไม้เก่าในป่า” มาลากขีดลงในแผนที่ ซึ่งเมื่อตนลงไปเดินสำรวจตามพิกัดจริง กลับไม่พบรอยเท้าช้างแม้แต่น้อย ยกเว้นเส้นหลักเส้นเดียว และในรายงานเวอร์ชันแก้ไขก็นำเส้นทางเดินช้างที่ไม่ได้สำรวจจริงมาใส่บรรจุไว้
นอกจากนี้ มาตรการลดผลกระทบ 3 ข้อแรกที่โครงการเสนอ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในทางนิเวศวิทยา:
- การเคลื่อนย้ายช้างป่า 70 ตัว: เป็นข้อเสนอที่ไม่จริงจัง ลำพังการจัดการช้างสีดอหูพับเพียงตัวเดียว กรมอุทยานฯ ยังทำได้ยากลำบาก การเสนอย้ายช้าง 70 ตัวจึงเป็นการเขียนเพื่อโยนภาระให้กรมอุทยานฯ
- การสร้างแหล่งน้ำ-อาหารสำรองในเขาชะเมา-เขาวง: หากจะสร้างต้องไปทำเพื่อช้าง 140 ตัวทางตอนบนของเขาอ่างฤาไน ไม่ใช่ดึงช้างโขลงนี้ขึ้นไปเบียดเบียนเจ้าถิ่นเดิม
- การปลูกป่าเป็นแหล่งอาหารทดแทน: ไม่เคยมีใครเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่มีความซับซ้อน 21 ตัวแปรได้ การปลูกพืชอาหารโดยปราศจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่รองรับ พืชจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้จริง
“ในเมื่อเนื้อหาใน EIA มันไม่ถูกต้อง จะมากำหนดมาตรการแก้ไขมันทำไม่ได้ ปัญหาช้างทุกวันนี้แก้กันมากว่า 20 ปียังแก้ไม่ได้ แล้วจะมาเพิ่มปัญหาอีกได้อย่างไร… ชลประทานได้เขื่อน ได้ผลงาน ได้ผู้รับเหมาไปแล้ว สร้างเสร็จคือจบ ภาระตกอยู่กับสังคมและกรมอุทยานฯ”
ดันทำ “บัญชีต้นทุนธรรมชาติ” ชี้หยุดสร้างเขื่อนคือทางออกเดียว
ในช่วงท้ายของการบรรยาย นายธรรมนูญ ได้เสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยเรียกร้องให้มีการจัดทำ “บัญชีต้นทุนธรรมชาติ” (Natural Capital Accounting) ก่อนจะอนุมัติโครงการพัฒนาใดๆ เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศในปัจจุบันไม่สามารถสร้างทดแทนกันได้ด้วยงบประมาณการปลูกป่า
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้แก้ไขหลักเกณฑ์การทำ EIA โดยจะต้องไม่จำกัดพื้นที่ศึกษาไว้เพียงรัศมี 3-5 กิโลเมตร เนื่องจากพฤติกรรมช้างป่าในพื้นที่ราบสามารถเดินทางได้วันละ 20 กิโลเมตรเป็นเรื่องปกติ การศึกษาผลกระทบจึงต้องติดตามรอยทางไปจนถึงจังหวัดจันทบุรี และต้องประเมินมูลค่าความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนออกมาเป็นตัวเลขทางการเงินที่ชัดเจน
“บทสรุปคือ EIA ทำข้อมูลไม่จริง เมื่อทำไม่จริง การวิเคราะห์ผลกระทบก็ผิดพลาด ถ้าทำข้อมูลจริงจะรู้ว่าอ่างเก็บน้ำตรงนี้สร้างไม่ได้ การไม่สร้างคือการรักษาสายพันธุ์และบ้านของช้าง รวมทั้งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน… ตอนนี้เขาพยายามจะคุยเรื่องมาตรการลดผลกระทบ ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้จริงใจที่จะคุย เป็นการคุยเพื่อถ่วงเวลา รอหาจังหวะทางการเมืองเข้าทางเมื่อไหร่ก็ผลักดัน” นายธรรมนูญ กล่าวทิ้งท้าย