ต่อยอดคดีฮั้ว สว. ปลุกแก้รัฐธรรมนูญ
ที่สุดแล้วคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ผู้ถูกกล่าวหา 77 คน จาก 3 กลุ่มผู้เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2560
กลุ่มที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งขณะนี้ 26 คน ซึ่งมีต้นขั้วทั้งสีน้ำเงิน สายเครือข่ายบ้านป่ารอยต่อ, สายพรรคสีเขียว ก่อนจะรวมกับน้ำเงินแท้-น้ำเงินอ่อน
อาทิ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ มือร้องคลิปเสียงอังเคิล ถอดถอน “แพทองธาร ชินวัตร” ออกจากตำแหน่งนายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ, อลงกต วรกี, พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธาน กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม และรองประธาน กมธ.วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
ผลตามมาโดยเฉพาะผู้ที่เป็น สว. หลังมีมติ กกต. และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายใน 60 วัน เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว.ที่ถูกร้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
กลุ่มที่ 2 ผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้เป็น สว. และไม่ได้เป็น สว.สำรอง 36 คน ซึ่งมีเครือข่ายทางการเมืองของพรรคสีน้ำเงินปะปนอยู่
กลุ่มที่ 3 บุคคลอื่น 15 คน บางรายเป็นเครือญาติสมาชิกภูมิใจไทย อาทิ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของนายวรศิษฎ์ รมช.มหาดไทย, สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย ภูมิใจไทย, วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช อดีตหน้าห้องพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม, ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา, สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.ของพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย
แต่ในจำนวน 77 คนที่ กกต.มีมติยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่ปรากฏกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา 20 คน มีเพียง สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย เพียงคนเดียวที่อยู่ในกลุ่มบุคคลอื่น
เท่ากับว่า สว.กลุ่มสีน้ำเงินยังคุมสภาสูง-ไม่สะเทือนทั้งฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ มีอำนาจโหวตแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระอย่าง กกต.-ป.ป.ช.ต่อไป
เอฟเฟ็กต์ คำวินิจฉัย กกต.
ภายหลังที่ กกต.มีมติไม่ส่งกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ สส.ภูมิใจไทย 20 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีความเคลื่อนไหวในกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน
“พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน เตรียมเดินหน้าเอาผิด กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และนำเรื่องไปต่อยอดสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคประชาชน ที่ประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ-แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ และจำกัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
ด้าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้ผู้สมัคร สว.สำรอง และผู้เสียหายยื่นเอาผิดกับ กกต. โดยทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนในการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่
ขณะที่ “iLaw-ไอลอว์” เปิดเกมแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทันที โดยออกแถลงการณ์ว่า “เรายืนยันไม่เห็นด้วยต่อมติ กกต. จำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้ ตอนนี้มีหนทางเดียวคือ จะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว. สีน้ำเงิน”
ภท.รวมเสียงกล้าธรรม-เพื่อไทย
ในจังหวะที่อารมณ์สังคมกำลังวิพากษ์มติ กกต.ที่ไม่ยื่นฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย ตามสำนวนและหลักฐานการสืบสวน-สอบสวน สถานการณ์เช่นนี้จะยกระดับเป็น “การเมืองเดือด” ที่บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลได้หรือไม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า “ไม่น่าจะเดือดจัด น่าจะเดือดแค่น้ำปุด ๆ เพราะ กกต.ส่งศาลฎีกาฯ อย่างน้อย 3 กลุ่ม และมีที่เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน แม้ สว. 26 คนนี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไป กลุ่ม สว.สีน้ำเงินก็ยังเป็นเสียงข้างมากอยู่ แต่ถือว่ายอมโดนบ้าง”
ส่วนเสถียรภาพรัฐบาลนั้น ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า “มั่นคงแบบรู้ตัวมากขึ้นว่าแค่นี้ไม่พอ”
“วันนี้เพื่อไทยยอมช่วยด้วย สิ่งที่ทำให้เบาลงคือฝ่ายพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทยไม่มาซ้ำเติม และยังช่วยสมทบ แทนที่จะพูดเรื่องคดีก็ไปด่าฝั่งส้ม (พรรคประชาชน) ว่าไม่ยอมโหวตให้นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นก็จบไปแล้ว โยนให้ส้มเป็นจำเลย การออกตัวขนาดนี้คือสัญญาณชัดเจนว่าจะอยู่กับภูมิใจไทยต่อ ไม่หักแน่นอน”
“นอกจากนี้ยังมีสัญญาณว่าพรรคกล้าธรรมก็เต็มที่ ในแง่จำนวนเสียง เสถียรภาพอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ อาจจะต้องเปิดประตูรับกล้าธรรมเข้ามา แต่จังหวะการเปิดประตูอาจจะไม่เร็วเกินไป เพราะต้องเฉือนเนื้อตัวเอง เพราะ ครม.กลุ่มลูกเทพเขาก็ขอเวลา 1 ปี จะเห็นกล้าธรรมมีความสัมพันธ์เปิดเผยที่ดีกับพรรครัฐบาลมากขึ้น เพราะรัฐบาลอยากได้เสียงโหวตแบบงบประมาณ 338 เสียง”
“ตอนนี้รัฐบาลภูมิใจไทยมีพวกไว้ดีกว่ามีศัตรู เพราะคนกันเองอย่างฝ่ายอนุรักษนิยมก็แตก ต้องไปบริหารความพึงพอใจ ยังดีที่ กกต.ส่งฟ้องบ้าง ช่วยสยบกระแสกลุ่มนักวิชาการ สายอนุรักษ์ หรือกลุ่มคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ เหลือสู้กับ iLaw กับสีส้มอย่างเดียว ไม่ต้องเปิดศึกการเมืองเพิ่ม”
ปลุกม็อบล้มรัฐบาลยาก
ดร.สติธรมองว่า ปัจจัยที่จะปลุกม็อบล้มรัฐบาลนั้นยากขึ้น เพราะเรื่อง สว.ถือเป็นจุดพีกที่สุดแล้ว ถ้าจะพีกต่อได้ต้องไปขุดสำนวนกลุ่มคนที่ไม่ถูกฟ้อง ออกมานำเสนอ บางรายน้ำหนักพยานหลักฐานมากกว่าคนที่ส่งฟ้องก็เป็นไปได้
แต่เมื่อเรื่องไปถึงศาล ศาลอาจมีคำสั่งห้ามนำข้อมูลในสำนวน กกต.มาเปิดเผย ก็จะทำให้กระแสเบาลงอีก นอกจากนี้ต่อให้จุดกระแสติด ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 28 กันยายน กรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งอีก 2 สัปดาห์ ส่งผลในทางที่ดีกับฝ่ายที่ถูกร้อง คือ กกต. กระแสก็อาจจะลดลงอีก
ลดความกดดัน-บริหารความโกรธ
ถ้าสุดท้ายแล้ววันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผลการเลือกตั้งไม่โมฆะ ทุกอย่างผ่านไปได้ ที่เหลือเป็นเกมที่รัฐบาลต้องบริหารความไว้วางใจด้วยฝีมือ ต้องมีนโยบาย แก้ปัญหาให้ได้ และจัดการเรื่องที่คนโกรธ เช่น ทุนต่างชาติ คดีความที่ค้างคา หรือเรื่องการโยกย้ายข้าราชการพ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายนไปทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลาย
หลังจากนั้นรัฐบาลอาจจะต้องคลายความกดดัน เช่น ต้องเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อออกแบบการได้มาของ สว.ใหม่
“เป็นเรื่องของการบริหารความโกรธทั้งจากฝั่งเดียวกันและฝั่งตรงข้าม อย่างเรื่องโครงการคนละครึ่ง รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ เพื่อประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องระวังเรื่องที่มาของเงิน ถ้าเอาเงินเหลือจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านก็อาจจะโดนวิจารณ์ซ้ำ ขัดหลักวัตถุประสงค์โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และปัญหาไม่เร่งด่วนจริง” ดร.สติธรกล่าว
การนำประเด็น “ฟ้อง สว.” ไปสู่เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจทำไม่ได้เต็มที่ ในทรรศนะของ ดร.สติธร เพราะขึ้นอยู่กับข้อมูลและไทมิ่ง ถ้าเรื่องไปถึงศาลแล้ว และศาลประทับรับฟ้อง การนำข้อมูลและข้อกล่าวหามาพูดในสภาผู้แทนฯ อาจจะทำได้น้อยลง เพราะจะถูกประท้วงตลอดจนข้อมูลสะดุด