ต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลแจกใหม่ 2 เดือน “คนละครึ่ง”
“รัฐบาลสีน้ำเงิน” ประสานเสียงรับลูก แงะทุกกระปุก-โยกทุกกระเป๋า ลุยต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 เดือน ฟังความอีกด้าน เสนาธการฝ่ายกฎหมาย-เศรษฐกิจ
จาก 60/40 เป็น 50/50
ชัดเจนแล้วโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สูตรรัฐบาลอนุทิน งัดมาใช้รับมือวิกฤตพลังงาน บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน หวังจุดกำลังซื้อฐานรากทางเศรษฐกิจ เฟสแรกที่กำลังหมดอายุ 30 ก.ย.นี้ รัฐบาลสีน้ำเงินภายใต้การนำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาล จะลุยต่อเฟสสองทันที อีก 2 เดือน (ต.ค. – พ.ย.)
โดยการประชุมบอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดคลัง นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน จะหยิบยกวาระต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่กระทรวงการคลัง จะนำเสนอขึ้นมาพิจารณา
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ค่อนข้างยืนยันแล้วว่า จะพิจารณาการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยอาจปรับสูตรกลับมาใช้ “50/50” หรือ “คนละครึ่ง” เนื่องจากจะใช้วงเงินน้อยกว่า แต่ได้จำนวนคนและระยะเวลาที่มากกว่า โดยโจทย์คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการต่ออายุออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้
รัฐบาลส่งสัญญาญลุยต่อ
เมื่อ 12 ก.ย. ในวันประชุมพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ยอมรับสั่งให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พิจารณาขยายระยะเวลาดำเนินโครงการอีก 1-2 เดือน เพื่อนำวงเงินที่ยังเหลืออยู่มาใช้อย่างต่อเนื่องแต่ต้องอยู่ภายในกรอบวงเงินเดิม เพราะมองว่าการขยายเวลาครั้งนี้คาบเกี่ยวกับการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายปี 69 เพื่อทำให้เงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากทันท่วงที
และภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 15 ก.ย. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ คอนเฟิร์มย้ำว่า จากสถานการณ์ขณะนี้ที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ผลกระทบจากตะวันออกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงเพิ่มขึ้น นายกฯ เข้าใจสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงให้แนวทาง นายเอกนิติ พิจารณาต่อโครงการดังกล่าว 2 เดือน ส่วนรายละเอียดและเงื่อนไขคลังจะเป็นฝ่ายประเมินและพิจารณาความชัดเจน
แงะทุกกระปุก-โยกทุกกระเป๋า
สำหรับงบที่จะมาดำเนินโครงการฯ เฟส 2 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสํานักงบประมาณ เผยว่างบประมาณก้อนแรกจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ยังเหลือราว 4 – 5 หมื่นล้าน ฉะนั้นมีความพร้อมขับเคลื่อนโครงการได้ทันที
ก่อนแสดงความมั่นใจตอนนี้รัฐบาลมีเงินหลายกระเป๋าทั้งงบประมาณปกติ งบ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ สามารถนำมาใช้ได้ทันทีหากสถานการณ์มีความจำเป็น และงบเงินกู้ฯ 2 แสนล้านบาทส่วนที่เดิมวางแนวทางใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน สามารถโยกมามาดำเนินการได้ เพราะ พ.ร.ก.ฯ ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้
สอดคล้องกับ นางศุภจี ระบุว่ารัฐบาลถ้าจะดำเนินการจะต้องแคะทุกกระปุก ทั้งจาก พ.ร.ก.เงินกู้ หรืองบฯประจำ โดย นายเอกนิติ ขุนคลังจะเป็นผู้ประเมินว่าจะใช้งบกระปุกไหนของรัฐบาลเพื่อมาดำเนินการ
ฟังความอีกด้าน จำเป็น-เร่งด่วนหรือไม่
ส่วนคำถามถึงความจำเป็น แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล มองว่าการดำเนินต่อโครงการเฟสสอง ต้องพิจารณาให้รอบด้านจากตัวเลขเศรษฐกิจก่อนหน้า ถ้าทำให้ตัวเลขดีดีพีขึ้นมา 3-4 % ก็น่าจะดำเนินการได้อยู่ แต่อีกมุมมองว่าอาจยังไม่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการในขณะนี้ แต่สุดท้ายอยู่ที่นโบายรัฐบาลเป็นผู้พิจารณา
“มองว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว หากทำต่อไปจะให้ประชาชนเสพติด อยากมีเยอะๆ และตลอด ซึ่งจะเป็นการเสียเงินเยอะ”
ส่วนการกระตุ้นควรเป็นแบบระยะสั้นหรือยาว แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล มองว่าภาวะเศรษฐกิจแบบนี้นี้ถ้าดำเนินการไม่ยืดยาวยั่งยืน ฉะนั้นควรทำเรื่องการส่งออก หรือการลงทุนของภาคเอกชนที่กำลังดำเนินการอยู่ตอนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะส่งผลต่อแรงขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจในระยะยาวได้ดี ฉะนั้นเมื่อเปิดปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าไปก็อาจทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้น
ขณะที่ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบบาล อีกคน มองว่าโครงการดังกล่าวรัฐบาลไม่ควรจะนำงบทั้งสองส่วนมาใช้รวมกัน เพราะเดิมแผนระบุชัดอยู่แล้วว่า งบ 2 แสนล้านแรกจุดประสงค์เพื่ออะไร งบ 2 แสนล้านที่สองมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน ฉะนั้นควรดำเนินการตามนั้น และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงิน จะเป็นผู้พิจารณา
“ถ้าเอางบการเปลี่ยนผ่านพลังไป ไปทำไทยช่วยไทยพลัส มันไม่ใช่ ซึ่งรัฐบาลอาจทำเป็นแบบ 50 : 50 หรือใช้งบประมาณส่วนแรกเท่านั้นเพื่อให้พอ คิดว่าคงไม่เอางบประมาณก้อนหลังมาใช้รวมกัน”
เปิดคำวินิจฉัยศาล รธน. เกณฑ์ใช้เงิน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 69 องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีคำวินิจฉัยการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ได้ ดังนี้
(1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง
แต่ส่วนที่บัญญัติว่า (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เสียงตุลาการ 2 จาก 7 คน มองว่า ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
อนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 172 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์ จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ ก็ได้การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้ เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้


