เปิดมุมมองผู้บริหารกลุ่ม ปตท. เวทีโลก Gastech 2026 เชื่อมความมั่นคงพลังงาน-ลดคาร์บอน-สร้างมูลค่าใหม่
หลังปิดฉากงาน Gastech 2026 มหกรรมพลังงานระดับโลก ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ นับเป็นโอกาสสำคัญที่กลุ่ม ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ได้ร่วมจัดแสดงบูธนิทรรศการเพื่อแสดงศักยภาพของบริษัทพลังงานไทยสู่สายตาผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก
นิทรรศการของกลุ่ม ปตท. ในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Flow” หรือการไหลเวียนของพลังงาน โอกาส ความร่วมมือ และความยั่งยืน ที่ขับเคลื่อนผู้คน ธุรกิจ ประเทศ และโลกไปข้างหน้า โดยเน้นย้ำบทบาทของก๊าซธรรมชาติและ LNG ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุนด้านพลังงานระดับโลก เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากพลังงานในรูปแบบใหม่ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน
ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. หลายท่านยังได้รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนาระดับนานาชาติ ครอบคลุมทั้งทิศทางพลังงาน กลยุทธ์ก๊าซธรรมชาติและ LNG และความยั่งยืน สะท้อนการยอมรับในองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญขององค์กรพลังงานไทย พร้อมนำมุมมองของประเทศไทยร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก โดยมีสาระสำคัญดังนี้

สาระสำคัญจากเวทีเสวนาผู้บริหารกลุ่ม ปตท.
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุในหัวข้อ “LNG in the age of electrification: contracting, competition & demand realities” ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องรักษาสมดุลใน 3 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ และความยั่งยืน โดยแต่ละประเทศควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของตนเอง
ก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังคงเป็น “Destination Fuels” ที่มีบทบาทสำคัญในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมองว่าอนาคตพลังงานจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างก๊าซธรรมชาติกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งก๊าซธรรมชาติจะช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง
ในด้านความมั่นคงของ LNG ดร.คงกระพัน ย้ำว่าต้องอาศัยทั้งการกระจายแหล่งจัดหาที่หลากหลายและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสลับหรือปรับปลายทางสินค้าเมื่อเกิดเหตุหยุดชะงัก พร้อมใช้ศักยภาพตลอดห่วงโซ่ก๊าซธรรมชาติ เชื่อมโยงธุรกิจสำรวจและผลิต การจัดหาและการค้า เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและ LNG และส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรและการเชื่อมโยงพลังงานในอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือความผันผวนร่วมกัน นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมีเทน และพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ด้าน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “On track or off course? Navigating the path towards lower carbon energy systems” ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจนขึ้น สะท้อนจากการยกระดับเป้าหมาย Net Zero สู่ปี 2050 การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนความคืบหน้าของกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโครงการ CCS ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังมีความซับซ้อนกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตราคาพลังงานในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานและการเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนทั้งระบบ จาก “Energy Transition” สู่ “Energy System Transformation” เพื่อสร้างระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้น โดยแนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ I-SPARK การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดแบบใช้ร่วมกันในพื้นที่จังหวัดระยอง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน

ในหัวข้อ “From molecules to markets: Building LNG infrastructure to connect demand centres in an era of supply chain disruption” นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะ “Transition Fuel” ที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ และ “Destination Fuel” ที่ยังมีบทบาทระยะยาว โดยเฉพาะในเอเชียที่ความต้องการพลังงานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใหม่ ๆ อย่างดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
พร้อมชี้ว่ารูปแบบการจัดหา LNG กำลังเปลี่ยนจาก “Point-to-Point LNG System” ไปสู่ “Connected Flexible Network” ที่เชื่อมโยงแหล่งจัดหา เส้นทางขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดปลายทางเข้าด้วยกัน ทำให้บริหาร LNG ได้ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่ได้หมายถึงการมี LNG เพียงพอเท่านั้น แต่ต้องมี “ทางเลือก” และความยืดหยุ่นในการจัดหาและส่งมอบด้วย
ปตท. จึงพัฒนา 2 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่น เพื่อรองรับการจัดเก็บ การขนถ่าย และการส่งต่อ LNG ได้หลากหลายรูปแบบ และพอร์ต LNG ที่กระจายทั้งแหล่งจัดหา รูปแบบสัญญา การขนส่ง และตลาดปลายทาง โดยสร้างสมดุลระหว่างสัญญาระยะยาวกับการจัดหาระยะสั้นและตลาดจร (Spot Market)
บัณฑิตย้ำว่า จากการพัฒนา Connected Infrastructure ควบคู่กับ Flexible LNG Portfolio ปตท. มุ่งต่อยอดศักยภาพของไทยสู่ศูนย์กลางการส่งมอบ LNG ของภูมิภาค หรือ Physical LNG Delivery Hub โดยสรุปว่าความมั่นคงทางพลังงานของไทยไม่ได้เกิดจากการมี Capacity มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมี “ทางเลือก” มากขึ้น ทั้งแหล่งจัดหา เส้นทางขนส่ง รูปแบบการค้า และตลาดปลายทาง

ในขณะที่ นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาในหัวข้อ “New supply, uncertain demand: Where the next gas is coming from – and do we even need it” โดยระบุว่า ในมุมมองของไทยและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเพียงพอของอุปทาน LNG ในอนาคต แต่ยังครอบคลุมถึงความสามารถของผู้ซื้อในการเข้าถึง LNG ในระดับราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เพราะการเพิ่มขึ้นของอุปทานเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้ หากประเทศผู้นำเข้าไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งยังคงมองว่า LNG มีบทบาทสำคัญในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน สัญญาระยะยาวจึงยังจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงด้านปริมาณและสร้างความแน่นอนของอุปสงค์เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการ LNG ใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาดังกล่าวควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งด้านปริมาณ กำหนดส่งมอบ ปลายทาง และโครงสร้างราคา เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถบริหารต้นทุนและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ได้อย่างเหมาะสม

สำหรับหัวข้อ “The Blueprint for Thailand’s Next Industrial Transformation” นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนบทบาทความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
รัฐกรได้นำเสนอแนวคิด I-SPARK โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based Approach) ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่มุ่งบูรณาการพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำเข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาพลังงานและโซลูชันคาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานหมุนเวียน CCS และแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าสูงคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ทั้งนี้ คาดว่า I-SPARK จะสามารถดึงดูดการลงทุนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างงานใหม่มากกว่า 13,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 โดยคุณรัฐกรย้ำว่า I-SPARK ไม่เพียงเป็นต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของไทย แต่ยังมีศักยภาพขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมอื่นของประเทศในอนาคต

มุมมองจากผู้บริหาร ปตท. บนเวที Gastech 2026 สะท้อนความเชี่ยวชาญของกลุ่ม ปตท. ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การค้า ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดคาร์บอน การได้รับเชิญร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพขององค์กรพลังงานไทยและโอกาสต่อยอดความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานที่มั่นคง ประชาชนเข้าถึงได้ และภาคธุรกิจแข่งขันได้ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
ปตท. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย พร้อมที่เดินหน้าควบคู่กันทั้งการสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงและยืดหยุ่นมากขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน และการต่อยอดพลังงานสู่มูลค่าเพิ่มในรูปแบบใหม่ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกที่ยังคงดำเนินต่อไป