อุ้มอุตฯ รถยนต์ เสาหลักเศรษฐกิจ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับกับการเดินหน้าเรียกเก็บภาษีกลุ่มรถยนต์นำเข้า โดยเฉพาะอีวีจากจีน ที่ได้สิทธิทางภาษีจนทำราคาได้จูงใจสุด ๆ ส่งผลให้หลายค่ายรถที่มีฐานผลิตในไทยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อความเป็นธรรม
รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เสนอให้กำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น
ผลที่ตามมาทำให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เคาะหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ตามมาตรการส่งเสริมการผลิต หรือมาตรการ xEV
โดยแบ่งการจัดเก็บภาษีเป็น 3 Tier
1.xEV ที่ผลิตในประเทศตามโครงการ คาดว่าจะจัดเก็บอัตราภาษีรถยนต์ฟลูเอลเซล (FCEV) 1%, รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 2% รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) 5% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) 6%
แต่มีเงื่อนไขกำกับว่าภายในปี 2570 จะต้องใช้ e-Past (แบตเตอรี่/มอเตอร์ไฟฟ้า) และปี 2571 เพิ่มเงื่อนไขใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 30% บวกกับ e-Pasts หรือต้องใช้ Thai Local Content 40%
จะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุดตามกรอบที่ระบุไว้
2.กลุ่มผู้ที่นำเข้ารถอีวีมาทำตลาด และลงทุนหรือผลิตในประเทศบางส่วน จะใช้ภาษีในอัตรา 1x% โดยในปี 2570 อนุญาตให้นำเข้าหรือผลิตในประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนการนำเข้า และในปี 2571-2572 ให้ผลิตในประเทศชดเชยภายใต้เงื่อนไข Tier 1 (ภายใน 2570)
และ 3.กรณีนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน โดยไม่ลงทุนผลิตในประเทศ จะมีอัตราภาษีสูงที่สุด 3x%
คาดว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ จะประกาศบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2570
การออกมาตรการดังกล่าวถือว่าเพื่อสกัดปัญหาลักลั่น เพราะรถอีวีจากจีนได้สิทธิตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ไทย-จีน ยกเว้นภาษีนำเข้าเหลือ 0% ทั้งรถอีวี และ REEV หรือรถที่เติมน้ำมันใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟแทนการชาร์จโดยตรง
ส่วนภาษีอื่น ๆ เช่น สรรพสามิต 10% (ถ้าเข้าโครงการ EV3.0-3.5 ที่ต้องผลิตชดเชยภายหลัง ลดเหลือ 2%)
ภาษีมหาดไทย 10% ของมูลค่าภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ของราคารถรวมภาษีสรรพสามิตและภาษีมหาดไทย
ทำให้ภาพรวมเมื่อเทียบกับรถที่ผลิตในประเทศ รถยนต์นำเข้าทั้งคันจากจีน ต่อให้ไม่เข้าโครงการ EV3.0-3.5 ก็เสียภาษีโดยรวมแพงกว่ารถผลิตในไทยไม่มากนัก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาไม่ห่างกันมาก เพราะรถยนต์นำเข้าจากจีนต้นทุนค่อนข้างต่ำ
อีกทั้งปัจจุบันไทยยังผลิตรถอีวีได้น้อยมาก รถรุ่นหลัก ๆ จะเป็นกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด และไฮบริด ที่เสียสรรพสามิตอัตรา 5-9% ถูกกว่ารถนำเข้าจากจีนนิดเดียวเท่านั้น
เราจึงเห็นราคารถยนต์อีวีนำเข้า เทียบกับรถผลิตในประเทศที่ไม่ใช่อีวี แบบเซ็กเมนต์ต่อเซ็กเมนต์ จะถูกกว่าประมาณหนึ่ง
แม้แต่แบรนด์รถยนต์จีนที่มีโรงงานผลิตในไทย ยังเหนื่อยหนักกับการทำตลาดสู้กับรถนำเข้า
ด้วยหลาย ๆ เหตุผลนี้เองทำให้บอร์ด EV ต้องออกมาตรการด้านภาษี เพื่อสร้างแต้มต่อให้รถผลิตในประเทศ และเร่งให้ค่ายต่าง ๆ ตั้งโรงงานในไทยเร็วขึ้น
ซึ่งถือว่าได้ผล เพราะกระแสตอบรับ ทั้งจากค่ายที่มีโรงงานในไทยดูจะสบายใจมากขึ้น
ส่วนค่ายที่นำเข้าล้วน ๆ มีแผนเร่งขึ้นสายพานการผลิตเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่วางไว้
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ด้านนโยบาย ภายใน 1-2 ปีจากนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการจ้างแรงงานย่อมได้อานิสงส์จากมาตรการนี้ไม่มากก็น้อย
ทั้งยังเป็นการดูแลหนึ่งในเสาหลักด้านเศรษฐกิจของไทยไปด้วยในตัว