กปร.-พพ. ลงนาม MOU นำร่องโซลาร์เซลล์ 19 พื้นที่ ปลดล็อกไฟฟ้าโครงการพระราชดำริ-พื้นที่ห่างไกล
สำนักงาน กปร. จับมือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ พร้อมด้วยกรมอุทยานแห่งชาติฯ เซ็น MOU นำพลังงานทดแทนปักหมุดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ป่า-พื้นที่สูง นำร่องปีแรก 19 แห่ง ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ขนาด 20-80 กิโลวัตต์ หวังแก้ปัญหาสายส่งเข้าไม่ถึง ลดภาระค่าไฟฟ้า ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนพื้นที่ห่างไกลตามกรอบความร่วมมือ 3 ปี
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กปร. เปิดเผยว่า สำนักงาน กปร. ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนสำหรับหน่วยงานภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีเป้าหมายเพื่อนำพลังงานทดแทนมาสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เนื่องจากโครงการฯ จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร อีกทั้งบางพื้นที่มีข้อจำกัดในการขยายระบบสายส่งไฟฟ้า ส่งผลให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงไฟฟ้าสำหรับการดำรงชีวิตและการปฏิบัติงาน
“สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการ คือ การมีไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จะช่วยนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสมเข้าไปสนับสนุนพื้นที่เหล่านี้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลากลางคืนในการประกอบอาชีพ การศึกษา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น” เลขาธิการ กปร. กล่าว
ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำรวจและคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อจัดลำดับความสำคัญก่อนนำเสนอให้ พพ. พิจารณารูปแบบและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสม โดยจะทยอยดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ตามลำดับ ภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี
ในระยะแรกมุ่งเน้นพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในพื้นที่ป่า พื้นที่สูง และพื้นที่ที่มีภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสูง เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของโครงการฯ ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับแนวนโยบายด้านพลังงานสะอาดและการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ
นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ถือเป็นภารกิจสำคัญของ พพ. การร่วมมือกับสำนักงาน กปร. จะช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสำนักงาน กปร. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกพื้นที่ที่มีความต้องการและความจำเป็นอย่างแท้จริง ก่อนส่งต่อให้ พพ. นำผู้เชี่ยวชาญเข้าไปออกแบบและเลือกใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
“การดำเนินงานจะพิจารณาพลังงานทดแทนรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่” อธิบดี พพ. กล่าว
สำหรับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการสำรวจเบื้องต้น ครอบคลุมทั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์สาขา สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าและพื้นที่สูง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนสามารถติดตั้งระบบพลังงานทดแทนได้ด้วยตนเองในวงจำกัด
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลภายหลังการติดตั้งระบบพลังงานทดแทน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว โดยสำนักงาน กปร. และ พพ. จะร่วมกันติดตามการใช้งาน ตรวจสอบปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถดูแล บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง
ด้าน นายนรินทร์ ประทวนชัย รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีความพร้อมในการรับการสนับสนุนด้านพลังงานทดแทนแล้ว จำนวน 19 แห่ง ซึ่งจะเสนอสำนักงาน กปร. เพื่อพิจารณาดำเนินการในปีนี้ โดยเบื้องต้นเป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ขนาดประมาณ 20 กิโลวัตต์ และ 80 กิโลวัตต์ ตามขนาดและความต้องการใช้ไฟฟ้าของแต่ละพื้นที่
การมีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะช่วยสนับสนุนทั้งระบบแสงสว่าง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และกิจกรรมของประชาชนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ โดยเฉพาะภารกิจที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาวิจัยและการพัฒนาพันธุ์พืช การผลิตพืช ตลอดจนระบบการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานพัฒนาในพื้นที่ห่างไกล
ความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และ พพ. ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดไปสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน สนับสนุนการประกอบอาชีพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงพลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป