‘แอปเรียกรถ’ เร่งดึงคนขับเข้าระบบ อัด ‘อินเซนทีฟ’ ชุดใหญ่ ก่อนเดดไลน์ 30 ก.ย. 2569
หลังประกาศการขึ้นทะเบียนรถยนต์สาธารณะ (Ride Sharing) หรือ รย.17 และ รย.18 มีผลบังคับใช้ เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมแอปพลิเคชั่น “เรียกรถ” ก็ยังมีเสียงเรียกร้องจากคนขับเกี่ยวกับความซับซ้อนของวิธีการ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการนำเล่มออกจากไฟแนนซ์มาจดทะเบียน
กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จึงหันมาโฟกัสการให้คนขับเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องผ่านใบขับขี่สาธารณะเป็นด่านแรก โดยกระทรวงคมนาคม และ ขบ.ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมให้คนขับทำใบขับขี่สาธารณะให้มากที่สุด ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569
ทำใบขับขี่สาธารณะพุ่ง 3 เท่า
รายงานจากกรมการขนส่งทางบกเปิดเผยสถิติการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ว่า ก่อนลงนามความร่วมมือมีการทำใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ เฉลี่ย 2,915 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8,499 ใบ/เดือน เพิ่ม 191.6% หรือเกือบ 3 เท่าตัว และมีจำนวนใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะสะสมอยู่ที่ 162,310 ใบ
ขณะที่การทำใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ก่อนลงนามความร่วมมือเฉลี่ย 2,271 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือเฉลี่ย 8,072 ใบ/เดือน เพิ่มขึ้น 255.4% กว่า 3 เท่าตัว ทำให้มีจำนวนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะสะสมกว่า 183,415 ใบ
อย่างไรก็ตาม เหลืออีกไม่กี่วันจะครบกำหนดตามเดดไลน์ นอกจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะมีมาตรการในการรับคนขับใหม่ที่เข้มข้นขึ้นแล้ว ยังต้องเร่งทุกวิถีทางให้คนขับเดิมเข้าระบบด้วยการมอบอินเซนทีฟจูงใจ เพื่อรักษาปริมาณคนขับในระบบ ไม่ให้กระทบกับการให้บริการลูกค้า
“โบลท์” ควัก 30 ล้านอัดฉีด
“ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์” ผู้จัดการทั่วไป ประจำโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า มีการผลักดันคนขับเข้าสู่ระบบผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ 1.Bolt Sure พัฒนาช่องทางสื่อสารเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่ เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับขั้นตอนการขอใบขับขี่สาธารณะ และส่งเอกสารผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการเพื่อให้การตรวจสอบรวดเร็วยิ่งขึ้น
และ 2.Booster Week จัดรอบทำใบขับขี่ทุกสัปดาห์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านเอกสารและการลงทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละรอบได้รับการตอบรับจากคนขับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกว่า 500-1,000 คน


“คนขับที่ได้รับ และอัพโหลดใบขับขี่สาธารณะเข้าสู่ระบบ จะได้โบนัส 500 บาท เพื่อชดเชยรายได้ในวันที่ต้องมาทำใบขับขี่ พร้อมรับสิทธิส่วนลดอัตราค่าคอมมิชชั่นพิเศษ คนขับรถจักรยานยนต์ได้รับส่วนลด 6% (ปกติเก็บที่ 19%) และรถยนต์ได้รับส่วนลด 5% (ปกติเก็บที่ 22%)”
ในอดีตการทำใบขับขี่สาธารณะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้เวลาหลายวัน และต้องรอคิวนาน โบลท์จึงทำงานร่วมกับ ขบ. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้คนขับทำใบขับขี่สาธารณะได้ภายในวันเดียว นับตั้งแต่เริ่มโครงการสนับสนุนในช่วงต้นปี 2569 โบลท์ได้ลงทุนแล้วกว่า 30 ล้านบาท
คนขับต้องมีใบขับขี่ 100%
จากการผลักดันด้วยมาตรการดังกล่าว ทำให้ในครึ่งปีแรก 2569 คนขับบนแพลตฟอร์ม “โบลท์” มีใบขับขี่สาธารณะแล้วกว่า 60,000 ราย และช่วง 3 เดือนล่าสุดเพิ่มอีกประมาณ 40,000 ราย โดยบริษัทตั้งเป้าให้คนขับบนแพลตฟอร์มดำเนินการได้ครบ 100% ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569
“ปัจจุบันเหลือคนขับที่ยังดำเนินการไม่เรียบร้อยหลักหมื่นราย เราใช้วิธีบล็อกสัญญาณชั่วคราว เพื่อตักเตือนและกระตุ้นให้คนขับรีบไปดำเนินการ ซึ่งคนขับอาจคิดว่าเมื่อถึงวันที่กำหนดแพลตฟอร์มน่าจะปล่อยผ่าน เพราะกลัวกระทบกับผู้บริโภค แต่โบลท์ขอยืนยันว่าหากพ้นวันที่ 30 ก.ย. ไปแล้ว คนขับยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะจะไม่มีสิทธิได้รับงานจนกว่าจะเข้าระบบอย่างถูกต้อง ส่วนคนขับใหม่ก็ต้องมีใบขับขี่สาธารณะก่อนจะสมัครขับกับแอปด้วย”

“ณัฐดนย์” กล่าวด้วยว่า เตรียมหารือกับ ขบ. เพื่อพัฒนาระบบทำใบขับขี่สาธารณะให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น คล้ายกับการทำ e-Visa ที่ในบางขั้นตอนดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ เช่น การสอบข้อเขียน เพื่อให้คนขับใหม่เข้าระบบได้สะดวกขึ้น รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแอปเรียกรถในระยะยาว
“การทำใบขับขี่สาธารณะเป็นเพียงด่านแรกของการให้บริการเรียกรถผ่านแอป ซึ่งมีอีกหลายโจทย์ที่แพลตฟอร์มต้องหารือ ขบ.ต่อ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องการทำประกันภัยสาธารณะแพลตฟอร์มมีความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ เพื่อซัพพอร์ตคนขับให้เข้าถึงการทำประกันภัยในราคาย่อมเยาอยู่แล้ว”
“แกร็บ” อัดอินเซนทีฟกระตุ้น
ด้าน “จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แกร็บดำเนินโครงการส่งเสริมคนขับให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2565 ด้วยการสนับสนุนให้คนขับ GrabBike และ GrabCar ทำใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อกำหนดพื้นฐานของการให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอป และเป็นหนึ่งในแนวทางภายใต้โครงการ Grab S.A.F.E.+ ที่มุ่งปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด

ในช่วงโค้งสุดท้ายแกร็บมอบอินเซนทีฟสูงสุด 1,000 บาท เพื่อจูงใจให้คนขับดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งมีจัดกิจกรรมกระตุ้น และส่งเสริมให้คนขับไปทำใบขับขี่สาธารณะต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประสานกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อเปิดรอบพิเศษสำหรับการยื่นเอกสาร ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เข้าอบรมและสอบข้อเขียน รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่คนขับในทุกขั้นตอน
ส่งผลให้มีคนขับที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์ม Grab และดำเนินการขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะเรียบร้อยแล้วทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์รวมกว่า 150,000 ราย ซึ่งคนขับแกร็บประเภทรถยนต์ในระดับเทพ และเซียน หรือคนขับคุณภาพที่ให้บริการเป็นหลักบน Grab ทำใบขับขี่สาธารณะทั้งหมดแล้ว
และหากพ้นกำหนดวันที่ 30 ก.ย. 2569 แกร็บจะเริ่มระงับสัญญาณคนขับที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะให้ไม่สามารถให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่าน Grab จนกว่าจะดำเนินการตามข้อกำหนดเรียบร้อย พร้อมเดินหน้าให้ข้อมูล คำแนะนำ และสนับสนุนคนขับในกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้กลับมาให้บริการบนแพลตฟอร์มได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย
“ไลน์แมน” เร่งจัดการกลุ่มตกค้าง
ขณะที่ “มาลียา โชติสกุลรัตน์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะ และรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แต่ละแพลตฟอร์มอยู่ในช่วงสำรวจข้อมูลผู้ขับขี่ในระบบ เพื่อดูว่าคนขับในระบบมีตกค้างอยู่จริง ๆ เท่าไหร่ เพราะธรรมชาติคนขับรับงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม บางทีอาจไปทำใบขับขี่กับแพลตฟอร์มอื่นแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งอัพเดตกับบริษัท เป็นต้น
ซึ่งก่อนถึงเดดไลน์แพลตฟอร์มมีการผลักดันให้คนขับที่ยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความเตือน หากไม่มีใบขับขี่สาธารณะจะไม่สามารถรับงานได้จนกว่าจะเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง รวมถึงมอบอินเซนทีฟพิเศษให้คนขับที่ทำใบขับขี่สาธารณะสำเร็จ และส่งเอกสารเข้ามาในระบบแล้ว

“ไลน์แมนมีฐานคนขับส่วนใหญ่เป็นป้ายเหลือง หรือคนขับแท็กซี่ที่มีใบขับขี่สาธารณะอยู่แล้ว จึงไม่ต้องจัดการเท่าแพลตฟอร์มอื่น ส่วนคนขับใหม่ที่จะให้บริการกับแพลตฟอร์มก็จะต้องมีใบขับขี่สาธารณะแล้วเท่านั้น”
ผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ทิ้งท้ายด้วยว่า หลังวันที่ 30 ก.ย. ขบ.น่าจะเรียกผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าไปพูดคุยเพิ่มเติม และสรุปมาตรการการบังคับใช้กฎหมายขั้นต่อไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น และส่งผลดีกับทุกฝ่าย