เอกนิติ ยันไทยช่วยไทยพลัส เฟส2 ไม่ใช่ประชานิยม ย้ำยึดวินัยการคลัง
เอกนิติ ยันไทยช่วยไทยพลัส เฟส2 ไม่ใช่ประชานิยม ย้ำยึดวินัยการคลัง ชี้ช่วยเยียวยาค่าครองชีพ เปลี่ยนผ่านพลังงาน หลังราคาน้ำมันกลับมาพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ ‘คุยกับ ครม. อนุทิน’ ว่า ปัจจุบันสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ที่ใช้เงินจากพระราชกำหนดเงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท ในส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและประคองค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งจะจบโครงการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ รัฐบาลจะนำวงเงินที่เหลืออยู่ราว 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น ใช้ขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส ไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 69) เพื่อประคองค่าครองชีพต่อไป
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการประชานิยมทางการเมือง แต่ขยายเวลาโครงการเพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานและราคาพลังงานได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลา จึงต้องขยายเวลาโครงการเพื่อช่วยเยียวยาค่าครองชีพให้ประชาชน ในช่วงที่ราคาพลังงานกลับมาสูงขึ้น และสงครามยังไม่จบ
“ถ้าวันนี้ผมจะหาเสียงทางการเมือง ผมก็ขยายแล้วครับ ผมก็ไปเอา 2 แสนล้านบาทหลัง (เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน) มาเพิ่มให้ แล้วก็จ่ายไปเรื่อยๆ แต่เพราะเรายึดวินัยการคลัง จึงใช้แค่ 2 แสนล้านบาทแรก แต่ที่ต้องทำต่อเพราะวันนี้เรายังเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ไม่เร็ว มันต้องใช้เวลา และสงครามยังดำเนินอยู่” ดร.เอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของวงเงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ฯ 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น รัฐบาลเตรียมผลักดันการแก้ปัญหาค่าไฟแพง เพราะปัจจุบัน ไฟฟ้ากว่า 65% ใช้การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยรัฐบาลจะอุดหนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ประมาณ 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ราว 20-30% ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า และขายไฟส่วนเกินคืนให้รัฐได้ เพื่อสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
“เมื่อไรที่ติดโซลาร์เซลล์กันหมด ลดค่าไฟได้ การแจกเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทนั้น จะไม่จำเป็นเลย เพราะจะได้ 1,000 บาทจากการขายไฟและลดค่าไฟ และเมื่อรวมกันทั้งประเทศ ไทยจะนำเข้าก๊าซธรรมชาติน้อยลง และจ่ายเงินให้ต่างประเทศลดลง เป็นหลักการในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ดร.เอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมส่งเสริมน้ำมันไบโอดีเซล ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์ม และส่งเสริมการใช้เอทานอล ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทย “เหล่านี้เป็นน้ำมันบนดินที่เกษตรกรไทยปลูกได้ วันนี้เรานำเข้าน้ำมันสูง การอุดหนุนกลายเป็นการจ่ายให้ตะวันออกกลาง จึงต้องเปลี่ยนผ่านเพื่ออุดหนุนเกษตรไทย”
ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมัน เพื่อลดค่าน้ำมัน ดร.เอกนิติ กล่าวว่า มันสามารถอุดหนุนได้ชั่วคราวเท่านั้น การอุดหนุนดีเซลและเบนซินเสมือนการอุดหนุนตะวันออกกลางให้ได้ประโยชน์ แต่การอุดหนุนน้ำมันที่ได้จากเกษตรกรไทยจะช่วยให้การผลิตส่วนนี้เข้มแข็งขึ้น และราคาถูกลง รวมทั้งเมื่อการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมีราคาสูงขึ้น ประชาชนจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้น้ำมันไบโอดีเซลและน้ำมันผสมเอทานอลแทน โดยขณะนี้รัฐบาลกำลังออกแบบการอุดหนุนและส่งเสริมน้ำมันที่เกษตรกรไทยผลิตเองได้
อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟสแรกที่ดำเนินอยู่นั้น มีประชาชนใช้สิทธิกว่า 26 ล้านคน ร้านค้าร่วมโครงการกว่า 1.2 ล้านร้านค้า กระจายเม็ดเงินช่วยประคองกำลังซื้อกว่า 1.6 แสนล้านบาท ทั่วประเทศ “เราออกแบบกลับด้าน เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก่อนโมเดิร์นเทรด และจ่ายตรงถึงร้านค้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน”
รวมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นกว่า 100-200% นอกจากนี้ยังมีเอไอนกกระซิบที่ช่วยวิเคราะห์ยอดขายและต้นทุนให้ร้านค้า และสามารถทำหลักฐานทางการเงินเพื่อยื่นขอสินเชื่อผ่านโครงการสินเชื่อนกกระซิบได้บนแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันให้ ไม่เสียค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงสินเชื่อในระบบง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ