‘การบินไทย’ เปิดแผนปฏิบัติการจบไฟลต์ดีเลย์-กระเป๋าตกค้าง
ซีอีโอ “การบินไทย” เผยน้ำท่วมกระทบหนัก แรงงานภาคพื้น 500 คนทำงานได้แค่ครึ่งเดียว ทำสุวรรณภูมิป่วน ยอมรับ 3 วันเที่ยวบินดีเลย์เกือบ 100% ประกาศแผนปฏิบัติการแก้ปัญหา 72 ชั่วโมง สั่งลดเที่ยวบิน 30-40% โอนถ่ายผู้โดยสารให้สายการบินอื่น ประสาน AOTGA ช่วยดูแลลูกค้าแทน เร่งเคลียร์กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารตกค้าง 5,600 ใบ ยันพร้อมชดเชยผู้โดยสารเต็มที่
นายชาย เอี่ยมศิริ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เหตุการณ์เที่ยวบินดีเลย์และกระเป๋าสัมภาระที่ตกค้างจำนวนมากในช่วง 3 วันที่ผ่านมานั้น เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบนอกซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพนักงานภาคพื้นดิน ทำให้พนักงานไม่สามารถเดินทางออกมาปฏิบัติงานได้ เนื่องจากส่วนใหญ่มีความห่วงกังวลต่อครอบครัวและบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะแรงงานที่ต้องใช้ใบอนุญาตพิเศษที่ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้
ยอมรับไฟลต์ดีเลย์เกือบ 100%
นายชายกล่าวว่า จากผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้เที่ยวบินดีเลย์เกือบทั้งหมด นับตั้งแต่วันที่เกิดปัญหา โดยมีเที่ยวบินที่สามารถออกตรงเวลาได้เพียงแค่ไม่ถึง 3% จากปริมาณเที่ยวบินขาออกเฉลี่ยวันละกว่า 100 เที่ยวบิน (ไป-กลับกว่า 200 เที่ยวบินต่อวัน) นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาสินค้าค้างสะสมในคลังสินค้า (คาร์โก้) เนื่องจากผู้ประกอบการภายนอกไม่สามารถมารับสินค้าออกไปได้เพราะขาดแรงงานเช่นกัน คาร์โก้จึงล้นคลังและต้องค้างอยู่บนอุปกรณ์ลากสัมภาระ ทำให้อุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ดึงกระเป๋าออกจากเครื่องบินติดขัดต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่
“ยอมรับว่าสถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งแรงงานดังกล่าวนี้เราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ แรงงานทั่วไป ที่ใช้ประมาณ 500 กว่าคนต่อวัน แต่วันนี้มีพนักงานออกมาทำงานได้จริงเพียง 200-300 คน ส่งผลให้กำลังแรงงานหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง และแรงงานเฉพาะทางที่มีใบอนุญาต โดยเฉพาะตำแหน่งโหลดมาสเตอร์ข้างเครื่องบิน ซึ่งตามปกติใช้วันละประมาณ 45 คน แต่วันนี้เราเหลือพนักงานมาทำงานได้เพียง 20 คนเท่านั้น ทำให้ผู้บริหารระดับสูงที่มีใบอนุญาตต้องลงไปกำกับงานข้างเครื่องบินด้วยตนเอง” นายชายกล่าว
ลดเที่ยวบิน 30-40%
นายชายกล่าวว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาววิกฤตเบื้องต้นบริษัทได้เร่งดำเนินการใน 2-3 แนวทางหลัก คือ 1. ปรับลดเที่ยวบิน เพื่อลดกำลังการผลิตลงประมาณ 30-40% ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับกำลังบุคลากรที่มีอยู่และประคองเที่ยวบินที่เหลืออยู่ให้เดินทางได้ตรงเวลามากขึ้น และโอนถ่ายผู้โดยสารไปให้สายการบินอื่น
2. ประสานขอให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA ในเครือของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เข้ามาช่วยดูแลสายการบินอื่น ๆ ซึ่งเป็นลูกค้าของการบินไทย เพื่อให้บริษัทสามารถบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ยันเคลียร์ทุกปัญหาได้ภายใน 72 ชม.
และ 3. เร่งเคลียร์กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวนประมาณ 5,600 ใบ (ข้อมูล ณ คืนวันที่ 28 กันยายน 2569) ให้เรียบร้อยโดยเร็ว โดยตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 72 ชั่วโมง โดยวางแผนปฏิบัติดังนี้ 1. ร่วมมือกับ AOT ขนย้ายกระเป๋าออกจากสายพานด้านในมาจัดวาง ณ อาคารผู้โดยสารด้านนอก โดยแบ่งเป็นโซนตามวันและเที่ยวบิน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจเช็กแท็กนัมเบอร์เพื่อรับกระเป๋ากลับ
2. มาตรการ “Set Zero” สำหรับเที่ยวบินใหม่ที่เดินทางมาถึง จะแยกกระเป๋าออกมาลำเลียงให้ผู้โดยสารรับกลับได้ทันที โดยไม่นำไปปะปนกับกระเป๋าตกค้าง 5,600 ใบเดิม และ 3. การจัดส่งถึงบ้าน 3 พันธมิตร จัดส่งกระเป๋าคืนตามที่อยู่หรือโรงแรมที่ลงทะเบียนผ่าน QR Code โดยประสานกับบริษัทขนส่งจำนวน 3 ราย (ผู้ให้บริการเดิม 2 ราย + ไปรษณีย์ไทย)
“เราตั้งเป้าบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งในส่วนของกระเป๋าเดินทางที่ตกค้าง และการบริหารจัดการเที่ยวบินให้กลับมาให้บริการได้เหมือนเดิม” นายชายกล่าว และว่า ยอมรับว่าวันนี้พนักงานหน้างานทุกคนเหนื่อยล้า เพราะประสบเหตุมา 3 วันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ระดมพนักงานจาก Back Office จากสำนักงานใหญ่มาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย
แจงสุวรรณภูมิโฮมเบสบินไทย
สำหรับกรณีที่มีข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำไมกระทบหนักแค่สายการบินไทยนั้น นายชายกล่าวว่า เหตุผลคือเนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิตหลัก หรือเป็น Homebase ของการบินไทย กิจกรรมบริการภาคพื้นทั้งหมด ทั้งการบริหารกระเป๋าสัมภาระ คลังสินค้า และการจัดเตรียมอาหาร จึงต้องเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ส่วนสายการบินต่างชาติที่ทำการบินเข้ามาซึ่งไม่ได้รับผลกระทบนั้น เนื่องจากกิจกรรมส่วนใหญ่มาจากสนามบินต้นทาง เมื่อมาถึงประเทศไทยจึงสามารถหมุนเวียนเครื่องบินออกไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวนี้
“อันนี้คือเหตุผลว่าทำไมสายอื่นถึงได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งต้องยอมรับความจริง เราจึงต้องลดกำลังการผลิตของตัวเองลง เพื่อจะเอาไฟลต์ที่มีปัจจุบันให้อยู่รอดให้ได้ และสามารถออกได้ตรงเวลามากขึ้น นี่คือการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ก่อน” นายชายกล่าว
ยันไม่ใช่พนักงานประท้วง
นายชายกล่าวด้วยว่า ต้องขอบคุณกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหมที่ส่งบุคลากรมาช่วยเสริมในส่วนครัวการบิน, คลังสินค้า และการคัดแยกกระเป๋าใต้เทอร์มินัล โดยการบินไทยได้รับการสนับสนุนกำลังพลประมาณ 100 นายจากกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ AOT ที่เข้ามาช่วยจับคู่สลากกระเป๋ากับที่อยู่ผู้โดยสาร
“ยืนยันว่าพนักงานไม่ได้มีการประท้วงหรือปฏิเสธการทำงาน แต่ทุกคนประสบปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนจริง ซึ่งการบินไทยได้อนุมัติเงินจูงใจพิเศษ พร้อมส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือดูแลแก้ปัญหาน้ำท่วมถึงบ้านของพนักงานแต่ละคน เพื่อคลายความกังวล และดึงพนักงานกลุ่มที่มีใบอนุญาตพิเศษกลับเข้าสู่ระบบ” นายชายกล่าว และยืนยันว่าไม่มีประเด็นพนักงานประท้วงอย่างที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด
พร้อมชดเชยผู้โดยสารเต็มที่
นายชายกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปกติแล้วบริษัทมีแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกรณีเหตุการณ์ไม่ปกติไว้ประมาณ 80% ของกำลังการผลิต แต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นอะไรที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ กล่าวคือไม่คาดคิดว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบรุนแรงขนาดนี้ โดยวันนี้แรงงานสามารถเข้ามาทำงานได้เพียงแค่ประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น
“ประเด็นเรื่องความเสียหายนั้นเวลานี้ยังไม่ได้ประเมิน เราโฟกัสแก้ปัญหาหน้างานก่อน ส่วนประเด็นการเยียวยาผู้โดยสารนั้นการบินไทยเตรียมเปิดจุดตั้งโต๊ะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกรณีสัมภาระล่าช้าและเที่ยวบินดีเลย์ตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มติดตั้งจุดให้บริการในช่วงบ่ายของวันที่ 29 กันยายนนี้เป็นต้นไป ทั้งบริเวณพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร” นายชายกล่าว