‘อนุทิน’ รู้เต็มอกคนไทยเกลียดโกง ลั่นเช็คบิลมาเฟีย-ลากไส้ทุนเทา ทำสำเร็จพร้อม ‘แขวนนวม’
นายก ‘อนุทิน’ ปาฐกถาพิเศษเวที Dinner Talk ประกาศสงครามขจัดทุจริตคอร์รัปชันภาครัฐ ย้อนปมเจ็บปวดในอดีตสมัยทำธุรกิจเคยถูกข่มขู่เกือบโดนอุ้มตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 ปี ลั่นวันนี้มีอำนาจในมือขอ ‘เช็คบิล’ ขบวนการฮั้วประมูล-สืบราคาพิสดาร เผยดึงมืออาชีพร่วมคณะรัฐมนตรีสร้างความเชื่อมั่น พร้อมแย้มหากล้างโกงได้ตามเป้าหมาย ยินดี ‘แขวนนวม’ ออกจากการเมืองทันที
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk หัวข้อ “Zero Corruption: From Polity to Action” วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายอนุทิน เปิดเผยว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยุคใหม่ต้องกำหนดคุณสมบัติให้เป็นธรรม ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ซึ่งคนในวงการธุรกิจจะรู้ทันทีเมื่อเห็น TOR ว่าสเปกเช่นไรทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร
โดยในฐานะที่ตนมาจากภาคธุรกิจมาก่อน ยืนยันว่าในยุคที่ตนกุมบังเหียนกระทรวงมหาดไทย เรื่องการกีดกันด้วยข้อกล่าวหาไร้สาระ เช่น พิมพ์สะกดผิด ถ่ายรูปไม่ชัด หรือสลับตัวเลขไทย-อารบิก เพื่อเตะผู้ชนะประมูลราคาต่ำสุดออกแล้วส่งงานให้ผู้ชนะลำดับถัดไปตามคิววิ่งเต้น จะต้องหมดไปอย่างสิ้นเชิง
งานต่างๆ ฝากบอกคนที่ไม่ได้มาด้วย ถ้าท่านรู้สึกถูกวางสเปก ถูกเรียกร้อง ถูกกลั่นแกล้ง ถูกดึงเชง ท่านไม่ต้องร้องเรียนใคร ให้ร้องเรียนมาที่ผม ผมเอนจอยกับการใช้เวลาอ่านเรื่องการกลั่นแกล้งประมูลภาครัฐ เพราะผมเคยโดนมากับตัวเอง วันนี้เราอยู่ในตำแหน่งที่เข้ามาแล้ว เราต้องเคลียร์เรื่องพวกนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายอนุทิน กล่าว
เปิดบาดแผลวัย 30 ถูกขู่อุ้ม สู่ ‘เช็คบิล’ ทุจริต
นายกรัฐมนตรี ได้บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตถึงสาเหตุที่ตนเกลียดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างรุนแรง โดยระบุว่าตนเคยเป็นผู้ประสบเคราะห์กรรมโดยตรง ถูกนักเลงหัวไม้ข่มขู่และเกือบถูกอุ้มตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี เพียงเพราะไปขัดใจขบวนการฮั้วประมูล จนต้องมีคนดูแล 3-4 คน และไม่สามารถนอนที่บ้านได้
วันนี้ผมอยู่ตรงนี้ ผมเช็คบิลแน่นอน ผมไม่มีทางปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าผมทำตรงนี้ได้ ทำให้ท่านเห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ผมไม่ต้องมีผลงานอื่นแล้ว ผมมีบัญชีส่วนตัวอยู่ ทำด้วยความอัดอั้นตันใจมานาน ถ้าผมทำเรื่องนี้ได้เสร็จ จะดีใจมากกว่าการได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ เผลอๆ แขวนนวม พอแล้ว คุ้มแล้ว ตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว”
ดึงขุนพลมืออาชีพคุมกระทรวง ยันกุม ‘มหาดไทย’ รู้เส้นสนกลใน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า โครงสร้างรัฐบาลชุดนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการทุจริตโดยเฉพาะ หากรัฐบาลคิดจะโกง คงไม่ดึงมืออาชีพที่ประชาชนยอมรับเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการตรวจสอบคอร์รัปชัน รวมถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออุดรูรั่วปัญหาในอดีตอย่างเรื่องการจำนำข้าว
สำหรับกระทรวงมหาดไทย ตนตัดสินใจควบตำแหน่งเองเนื่องจากทำงานในกระทรวงนี้มานานกว่า 3 ปี ทำให้รู้เส้นสนกลในและทางหนีทีไล่ทั้งหมด พร้อมประกาศปราบปรามกลุ่มทุนเทา นอมินี และการทุจริตในระบบสัญชาติหรือวีซ่า โดยเปิดเผยว่าเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตนเพิ่งลงนามเพิกถอนสัญชาติและสั่งเนรเทศชาวอิสราเอลรายหนึ่งที่กระทำผิดกฎหมายไทย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติใหม่ในการตัดวงจรผู้คิดร้ายต่อประเทศอย่างเด็ดขาด
ยุทธศาสตร์ ‘แสงสว่างข่มโจร’ เดินหน้ายึดทรัพย์เด็ดขาด
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงเป้าหมายการสร้างความโปร่งใส โดยเปรียบเทียบว่า โจรย่อมกลัวพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ซึ่งแสงสว่างที่ดีที่สุดคือหูตาของประชาชน ภาคสื่อมวลชน และเอกชน โดยภาครัฐพร้อมให้การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเต็มที่ ไม่ให้ต้องถูกข่มขู่จนต้องสละเจตนารมณ์ทำความดี
นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมในการลงโทษผู้กระทำผิดจะต้องรวดเร็ว ไม่มีการทุจริตกลางทาง และต้องขยายผลไปถึงผู้สั่งการการยึดและอายัดทรัพย์สินตกเป็นของรัฐอย่างเด็ดขาด เนื่องจากโทษจำคุกอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการถอนรากถอนโคน
ถ้าท่านเห็นในสิ่งที่พวกผมทำอยู่เป็นสิ่งที่ชอบแล้ว ประชาชนคือกำแพงอยู่ข้างหลังเรา ผมรับรองว่าจะเห็นช้างตัวเท่าลูกน้ำ ไม่ใช่เห็นช้างตัวเท่ามด และพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อให้ถูกใจประชาชน รัฐบาลชุดนี้พร้อมรับฟังและทำให้ความสุจริตเป็นกติกาที่ใช้ได้จริงในสังคมไทย” นายอนุทิน กล่าวสรุป