เปิดอำนาจ วอร์รูมแก้น้ำท่วม วัดฝีมือ 2 ผู้นำ อนุทิน – ชัชชาติ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
กว่า 15 ปี กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ประสบปัญหาวิกฤตถึงขั้น “จมบาดาล” ตั้งแต่ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554 อีกเลย
กระทั่งผ่านมา 15 ปี มหาอุทกภัยกลับมา “พลัส” ในรัฐบาลอนุทิน
สถานการณ์ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่างกันกับวันนี้ตรงที่สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นภาวะที่น้ำเหนือไหลหลากมาท่วมกรุง หลังเจอพายุ 5 ลูก
ส่วนรัฐบาลอนุทินเกิดจากภาวะร่องฝน และหย่อมความกดอากาศต่ำ ฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืนติดต่อกัน 3 วัน ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 300 มิลลิเมตร
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งลงพื้นที่คู่กับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ท่ามกลางเสียงก่นด่าจากคน กทม.ที่จมบาดาลในหลายพื้นที่ วาระน้ำท่วมกลายเป็นวาระใหญ่ในทางการเมือง เบียด-บดบังคดีฮั้ว สว.ให้หายวับไปแทบจะทันที
กทม.ประกาศขยายพื้นที่ประสบสาธารณภัย 50 เขต เมื่อเกิดน้ำท่วมในหลายจุด เมื่อ 26 กันยายน ยกระดับการจัดการสถานการณ์อุทกภัย รองรับฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในทุกพื้นที่ ผ่านมา 3 วันประกาศสิ้นสุดสาธารณภัยใน 21 เขต หลังสถานการณ์ฝนตกหนัก-น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย เหลือพื้นที่ประสบภัย 29 เขต
ขณะที่ความเคลื่อนไหวในระดับรัฐบาล ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ 29 กันยายน มีการเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2569 ให้เพิ่ม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทน ครม.ในการกำกับดูแลพื้นที่ กทม. ในฐานะคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค
“จะมีตัวแทนของ ครม.คอยกำกับสั่งการ ประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในนามของนายกรัฐมนตรี ในแต่ละพื้นที่ ด้วยความชัดเจน สั่งการได้ทุกหน่วยงาน” นายอนุทินกล่าว
แต่นายกฯ ยังไม่สถาปนาตนเองเป็น “ผู้บัญชาการสถานการณ์สูงสุด”
ซูเปอร์บอร์ด กปภ.ช.
กระทั่ง 30 กันยายน “อนุทิน” จึงเรียกประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ผบ.ตร., ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และผู้ว่าฯ กทม. เป็นครั้งแรก
“เป็นการตั้งวอร์รูมเพื่อรับฟังสถานการณ์ในทุกเช้า เหมือนกับตอนที่มีสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขจะมีการประชุมช่วง 07.00 น.ของทุกวัน เพื่อรับทราบความเป็นไปของสถานการณ์และสั่งการแก้ไขปัญหา หากจังหวัดใดต้องการการสนับสนุนและการตัดสินใจจะได้ดำเนินการได้ทันที” อนุทินกล่าว
หากแต่อำนาจของ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) มาจากพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 มีอำนาจมากกว่าไว้บรีฟสรุปสถานการณ์
ซึ่งเหตุผลในการตรากฎหมายเป็นการรวบอำนาจในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของทุกหน่วยงานมาเป็นหน่วยงานเดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแนวทางเดียวกัน และเพื่อเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ตามข้อกฎหมายครอบคลุมสาธารณภัยทั้งหมด อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์
และให้หมายความรวมถึงภัยที่เกิดจากการโจมตีทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย
ย้อนไปในปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้ใช้กฎหมายฉบับนี้ในการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) บัญชาการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นผู้อำนวยการศูนย์
ขณะที่รัฐบาลอนุทินในปัจจุบัน ยังไม่มีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจ แต่มีการเรียกประชุม กปภ.ช.เพื่อบรีฟสถานการณ์และสั่งการตอน 07.00 น.ของทุกเช้า
ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 6 ของกฎหมาย โดยคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ตามโดยมีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย มีรองประธานคนที่ 1 คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองประธานกรรมการคนที่สอง คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะที่กรรมการโดยตำแหน่ง อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม
ไปจนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ผ่าอำนาจ กปภ.ช.
เพราะ กปภ.ช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทนหรือตามที่มอบหมายได้ มีอำนาจเรียกหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ชี้แจง หรือให้ข้อมูลได้
มี “ผู้อำนวยการกลาง” คือ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทั่วราชอาณาจักร โดยมีอำนาจควบคุมและกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ เจ้าพนักงาน และอาสาสมัครได้ทั่วราชอาณาจักร
ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสวมหมวกในฐานะ “ผู้อำนวยการจังหวัด” รับผิดชอบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตจังหวัด มีหน้าที่จัดทำแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด, กำกับดูแลการฝึกอบรมอาสาสมัคร, จัดหาวัสดุอุปกรณ์, สั่งการหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด, สนับสนุนช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
เช่นเดียวกับ “ชัชชาติ” ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สวมหมวกผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบในเขตกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่จัดทำแผนกรุงเทพมหานคร, สั่งการส่วนราชการและหน่วยงานของ BMA, กำกับดูแลอาสาสมัคร และจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งการประกาศให้พื้นที่ 50 เขตใน กทม.เป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยก็ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้
ในขณะที่นายอำเภอ มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอำเภอ รับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่ในเขตอำเภอของตน มีอำนาจสั่งการหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในเขตอำเภอให้ดำเนินการตามแผนจังหวัด และช่วยเหลือผู้อำนวยการจังหวัดตามที่ได้รับมอบหมาย
ฝนยังกระหน่ำต่อเนื่อง และน้ำเหนือกำลังเคลื่อนเข้ามาประชิดเมืองหลวง
เมื่อนายกฯ มีอำนาจอยู่ในมือสั่งการได้ทุกองคาพยพ ไม่เว้นแม้กระทั่ง “กองทัพ” ในการแก้ปัญหา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่นเดียวกับ “ชัชชาติ” มีอำนาจในฐานะผู้อำนวยการ กทม.
นาทีนี้จึงเป็นการวัดฝีมือของนายกฯ วัดฝีมือผู้ว่าฯ กทม. จะบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน