เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปมแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ แต่ละฝ่ายว่าอย่างไร
Politics ปมแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ แต่ละฝ่ายว่าอย่างไร
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (3 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.05% อยู่ที่ 84,675 เหรียญสหรัฐ
Uncategorized ราคาบิตคอยน์วันนี้ (3 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.05% อยู่ที่ 84,675 เหรียญสหรัฐ
รับลูกต้านทุจริต-ลดไซซ์ ขรก. รื้อใหญ่กฎกระทรวง 7,600 ฉบับ
Politics รับลูกต้านทุจริต-ลดไซซ์ ขรก. รื้อใหญ่กฎกระทรวง 7,600 ฉบับ
ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
โตโยต้า หนุนนักกีฬา ลุย ‘ไอจิ-นาโกยา 2026’
Automotive โตโยต้า หนุนนักกีฬา ลุย ‘ไอจิ-นาโกยา 2026’
สุญญากาศการบินไทย ปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ลุ้นซีอีโอใหม่กู้ วิกฤต
Business สุญญากาศการบินไทย ปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ลุ้นซีอีโอใหม่กู้ วิกฤต
ธุรกิจงัดแผนสำรองรับวิกฤต แรงกว่าปี 54 สะเทือนเศรษฐกิจทั้งประเทศ
Economic ธุรกิจงัดแผนสำรองรับวิกฤต แรงกว่าปี 54 สะเทือนเศรษฐกิจทั้งประเทศ
นายกฯสั่งรับมือฝนถล่มซ้ำ เฝ้าระวังเขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
Economic นายกฯสั่งรับมือฝนถล่มซ้ำ เฝ้าระวังเขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
“ชัชชาติ” พบ “ดร.เอ้” แลกข้อมูลน้ำท่วมลาดกระบัง–ร่มเกล้า เร่งแก้น้ำนิ่ง–น้ำเน่า ช่วยพื้นที่วิกฤต
News “ชัชชาติ” พบ “ดร.เอ้” แลกข้อมูลน้ำท่วมลาดกระบัง–ร่มเกล้า เร่งแก้น้ำนิ่ง–น้ำเน่า ช่วยพื้นที่วิกฤต
เตือนฝนระลอกใหม่ 11-14 ต.ค. 69 “ลุ่มเจ้าพระยา-กทม.” ระวังฝนแช่ 100 มม.
News เตือนฝนระลอกใหม่ 11-14 ต.ค. 69 “ลุ่มเจ้าพระยา-กทม.” ระวังฝนแช่ 100 มม.
ดูทั้งหมด

ปมแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ แต่ละฝ่ายว่าอย่างไร

03 ต.ค. 2569 | 08:34น.

ข้อเสนอแก้ พ.ร.บ. Thai PBS เปลี่ยนแหล่งรายได้จาก “ภาษีบาป” ราว 2,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เปิดประเด็นถกเถียงทั้งเรื่องวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ “ศุภชัย ใจสมุทร”-ภาคประชาชน-องค์กรวิชาชีพสื่อ และ Thai PBS มองเรื่องนี้อย่างไร ?

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ ยื่นเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีการกำหนดแหล่งเงินงบประมาณใหม่ จากเดิมที่ใช้ภาษีบาป ราวปีละ 2,000 บาท มาเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ประเด็นดังกล่าว กลายเป็นกระแสที่มีการนำเสนอในหลายสื่อ และเป็นที่ถกเถียงของสังคม ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการ งบประมาณ วินัยการคลัง จนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร และความเป็นสื่อสาธารณะ ที่วางหลักความเป็นอิสระทางการเงิน เพื่อป้องกันการถูกแทรกแซงการทำงานจากการเมืองและกลุ่มทุน

ขณะที่ภาคประชาชน และองค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อการเสนอแก้ไขแหล่งเงินงบประมาณของ Thai PBS

สภาผู้บริโภค

สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้จากการหักภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป 1.5% ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท/ปี) มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการเสนอข่าว ผ่านการต่อรองหรือตัดลดงบประมาณในแต่ละปี จนเสี่ยงที่จะทำให้สื่อสาธารณะลดทอนบทบาทกลายเป็น “สื่อของรัฐ”

นอกจากนี้ การลดทอนความเป็นอิสระยังกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน ปราศจากอคติทางการเมืองและเชิงพาณิชย์ตามที่กฎหมายรับรอง

อีกทั้งจะส่งผลเสียต่อภารกิจสำคัญของไทยพีบีเอสในการรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภค เช่น รายการ “สถานีประชาชน” ตลอดจนการทำข่าวเจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง (เช่น อาชญากรรมไซเบอร์ สินค้าไม่ตรงปก สัญญาไม่เป็นธรรม ระบบขนส่ง และภัยพิบัติ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคมาโดยตลอด

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การเปลี่ยนมาพึ่งงบประมาณแผ่นดินขัดต่อหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน (Financial Independence Guarantee) และจะเปิดช่องให้เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตนเอง” (Self-Censorship) เนื่องจากเกรงกลัวการถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายบริหารจนไม่กล้าทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ไทยพีบีเอสเป็นพื้นที่สื่อเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดเผยข้อมูลประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ซึ่งมักเกี่ยวพันกับผลกระทบจากโครงการของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสื่อพาณิชย์มักหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้เพราะไม่มีผลตอบแทนเชิงโฆษณา

หากไทยพีบีเอสต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่สื่อสาธารณะที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักได้อย่างแท้จริง

6 องค์กรวิชาชีพสื่อ

ด้าน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ (สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย) ออกแถลงการณ์ร่วม ยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายต้องไม่ทำให้หลักการพื้นฐานสื่อสาธารณะอ่อนแอลง และต้องรักษาสถานะการเป็น “สื่อของประชาชน” ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน

ทั้งนี้ เห็นว่ากฎหมายสามารถทบทวนได้ตามบริบทสื่อที่เปลี่ยนไป แต่ต้องศึกษารอบด้านและเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องแหล่งรายได้

หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่ชัดเจน เพื่อให้องค์กรมีรายได้มั่นคง เพียงพอ ต่อเนื่อง และป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณมาเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันหรือแทรกแซงการทำหน้าที่

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารไทยพีบีเอส ริเริ่มปฏิรูปตนเองครั้งสำคัญ ทบทวนบทบาทและแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่า ความคุ้มค่า และความแตกต่างจากสื่อรัฐหรือสื่อพาณิชย์ ผ่านการนำเสนอข่าวสารที่กล้าหาญในการตรวจสอบอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ความอิสระต้องคู่ความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อแถลงการณ์ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ในประเด็นการแก้กฎหมาย Thai PBS

โดยโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “ผมเคารพความเห็นและความห่วงใยขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 องค์กรต่อการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง

แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ทุกวันนี้สื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ และความเป็นอิสระก็ไม่ใช่สิ่งที่สื่อสำนักใดสำนักหนึ่งจะผูกขาดไว้ได้ เพราะ ความเป็นอิสระคือหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก

ดังนั้น การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับข้อความในแถลงการณ์ของ 6 องค์กรเองที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ และยังเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ

นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา

หากเรายืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานคือเงินที่มีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่

การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประโยคสำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์ที่ว่า

“การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ”

นี่ต่างหากคือหลักการที่ควรยึดร่วมกัน

สื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน

เพราะความเป็นอิสระที่แท้จริง มิได้หมายถึงการเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่หมายถึง การเป็นอิสระจากการแทรกแซง พร้อมกับมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้น อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน

เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ — และในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน”

Thai PBS ย้ำความเป็นอิสระ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 ตุลาคม 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เผยแพร่ถ้อยแถลง เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ โดยย้ำว่าความเป็นอิสระทางการเงิน เป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน พร้อมเสนอว่าหากมีการเปลี่ยนระบบงบประมาณ จะต้องมีหลักประกันทางกฎหมายที่คุ้มครองเสรีภาพกองบรรณาธิการไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมเพื่อประโยชน์ของประชาชน