3 คำแนะนำจาก นักเศรษฐศาสตร์ ปม งบฯ บำรุงจากภาษีบาป ชี้เงินสาธารณะต้องอธิบายตัวเองได้
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ฝาก 3 ข้อสังเกตถึงการจัดการ earmarked tax หรือภาษีที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ชี้ เงินสาธารณะทุกก้อนต้องอธิบายตัวเองได้
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ แสดงทัศนะและข้อสังเกตเชิงต่อเรื่อง “เงินบำรุง” จากภาษีบาป
เนื้อหาทั้งหมดระบุผ่านเฟซบุ๊กดังนี้
ขณะนี้กำลังมีข้อเสนอให้ยกเลิก ‘เงินบำรุง’ จากภาษีสุราและยาสูบ ที่จัดสรรให้ 4 หน่วยงาน คือ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แล้วให้กลับไปใช้งบประมาณรายปีแทน
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่มีเงินภาษีบางส่วนถูกกันไว้ให้โดยตรง ต่อไปหน่วยงานเหล่านี้อาจต้องกลับไปขอรับงบประมาณรายปีแทน
ในทางเศรษฐศาสตร์ การกันภาษีแบบนี้เรียกว่า earmarked tax หรือภาษีที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะนำไปใช้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เงินบำรุงทั้งสี่ก้อนรวมกันราว 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือ 0.4% ของงบประมาณทั้งประเทศ แต่เป็นรายได้หลักของหน่วยงานเหล่านี้
ข้อถกเถียงตอนนี้มักถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง
ฝั่งหนึ่งเห็นว่า เงินภาษีทุกบาทควรผ่านระบบงบประมาณ เพื่อให้ตรวจสอบและจัดลำดับความสำคัญได้
อีกฝั่งกังวลว่า หากยกเลิกเงินบำรุง หน่วยงานบางแห่งอาจเสียความเป็นอิสระ หรือทำงานระยะยาวได้ยากขึ้น
ผมคิดว่าทั้งสองฝั่งมีเหตุผลครับ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า ควร “คงไว้” หรือ “ยกเลิก” เงินบำรุง
แต่คือ เงินแต่ละก้อนถูกกันไว้เพื่ออะไร ภารกิจนั้นยังจำเป็นอยู่หรือไม่ คุ้มค่าหรือเปล่า และเรามีกติกาทบทวนมันอย่างไร
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมขอฝาก 3 ข้อสังเกตครับ
1) Earmark ไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป แต่ก็ไม่ควรอยู่ถาวร โดยไม่ถูกทบทวน
การกันเงินภาษีไว้ใช้เฉพาะเรื่องไม่ใช่เรื่องแปลกในระบบการคลังไทย
– ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้ท้องถิ่น
– เงินสมทบประกันสังคมถูกส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์
– ผู้ประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนวิจัยฯ ของ กสทช.
เงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบจึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการกันรายได้รัฐไว้ใช้กับภารกิจเฉพาะ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า earmark ผิดหรือถูกโดยตัวมันเอง
แต่อยู่ที่ว่า เงินแต่ละก้อนมีเหตุผลรองรับเพียงพอหรือไม่
ด้านหนึ่ง การกันเงินไว้ล่วงหน้าอาจทำให้งบประมาณขาดความยืดหยุ่น และทำให้แรงกดดันในการทบทวนภารกิจลดลง เพราะเมื่อมีรายได้ประจำ หน่วยงานอาจไม่ต้องแข่งขันกับภารกิจอื่น ๆ ในกระบวนการงบประมาณรายปี
แต่อีกด้านหนึ่ง การกันเงินไว้เฉพาะเรื่องก็มีเหตุผล โดยเฉพาะกับงานระยะยาว เช่น การป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ หรือสื่อสาธารณะที่ต้องมีความเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจ
งานเหล่านี้อาจแพ้ในการต่อรองงบประมาณรายปี เพราะผลลัพธ์ไม่ได้เกิดทันที และไม่มีเสียงดังเท่ารายจ่ายที่เร่งด่วนกว่า
ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะมี earmark หรือไม่
แต่คือกติกาที่มีอยู่เปิดให้ทบทวนความจำเป็น ขนาดวงเงิน และผลการดำเนินงานได้เพียงพอหรือไม่
2) ทั้งสี่กองทุนไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรถูกตัดสินด้วยคำตอบเดียวกัน
ถ้ามองด้วยเกณฑ์พื้นฐาน คำถามสำคัญมีอย่างน้อย 3 ข้อ
หนึ่ง ภารกิจนั้นยังจำเป็นอยู่หรือไม่
สอง มีเหตุผลพอหรือไม่ที่จะต้องได้รับเงินต่อเนื่อง หรือได้รับการคุ้มครองจากการต่อรองงบประมาณรายปี
สาม เงินที่เก็บมามีความเชื่อมโยงกับงานที่นำไปใช้มากน้อยเพียงใด
เมื่อใช้เกณฑ์นี้ จะเห็นว่าเหตุผลรองรับการกันเงินให้แต่ละหน่วยงานอาจต่างกัน เช่น
สสส. มีความเชื่อมโยงค่อนข้างชัด เพราะเก็บจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพ เพื่อนำไปสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ไทยพีบีเอสอาจไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้จ่ายภาษีบาป แต่มีเหตุผลเรื่องความเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจที่ตนต้องตรวจสอบ
ดังนั้น การพิจารณาว่าควรคงหรือเปลี่ยนแหล่งเงิน จึงควรดูเหตุผลและความจำเป็นของแต่ละหน่วยงานเป็นรายกรณี
ภารกิจที่จำเป็น ไม่ได้แปลว่าต้องใช้เงินบำรุงเสมอไป
แต่การเปลี่ยนแหล่งเงิน ก็ไม่ได้แปลว่าภารกิจนั้นหมดความจำเป็นเช่นกัน
3) การย้ายกลับเข้าระบบงบประมาณ ไม่ได้แปลว่าวินัยจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
เหตุผลสำคัญของการยกเลิก earmark คือ เงินภาษีควรถูกตรวจสอบ จัดลำดับความสำคัญ และประเมินความคุ้มค่า
เหตุผลนี้มีน้ำหนักครับ
แต่การย้ายเงินกลับเข้าระบบงบประมาณรายปี เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ได้ทำให้การตรวจสอบหรือการประเมินความคุ้มค่าเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ถ้าไม่มีการประเมินผลลัพธ์ ไม่มีการทบทวนภารกิจเป็นระยะ และไม่มีข้อมูลให้ประชาชนเห็นว่าเงินแต่ละบาทสร้างผลอะไร
เราก็อาจแค่เปลี่ยนช่องทางการได้งบประมาณ แต่ยังไม่ได้ตอบว่าเงินนั้นถูกใช้คุ้มค่าหรือไม่
ในทางกลับกัน บางงานต้องการความต่อเนื่องหรือความเป็นอิสระ เช่น งานป้องกันโรค งานสร้างเสริมสุขภาพ หรือสื่อสาธารณะที่ต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจ
หากต้องกลับไปต่อรองงบประมาณใหม่ทุกปี งานเหล่านี้ก็อาจเสียความต่อเนื่องได้
ดังนั้น วินัยการคลังที่ดีไม่ใช่แค่การเอาเงินทุกก้อนกลับเข้าระบบเดียวกัน
แต่คือการมีกติกาที่ทำให้เงินทุกก้อนตอบได้ว่า ใช้ไปเพื่ออะไร คุ้มค่าหรือไม่ และยังมีเหตุผลพอที่จะอยู่ต่อหรือเปล่า
อีกเรื่องที่ต้องคิดควบคู่กันคือ ภาษีสรรพสามิต
เพราะเงินบำรุงเป็นเงินที่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายเพิ่มจากภาษีปกติ หากยกเลิกโดยไม่ปรับภาษีชดเชย ผู้ประกอบการก็จะจ่ายน้อยลงทันที
การปฏิรูปเรื่องนี้จึงต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ว่าเงินจะอยู่ “นอกงบ” หรือ “ในงบ”
มองภาพใหญ่ของวินัยการคลัง
ผมคิดว่าคำถามเรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้เหลือแค่ “ย้ายทุกอย่างเข้างบประมาณ” หรือ “ปกป้องกองทุนเดิมไว้ทั้งหมด”
ทางเลือกที่น่าจะเหมาะสมกว่า คือการประเมินเป็นรายกองทุนว่า กองทุนใดยังมีเหตุผลพอที่จะใช้เงินบำรุงต่อไป และควรมีกติกาแบบใดกำกับ เช่น
1. กำหนดรอบทบทวนทุก 5 ปี
2. ตั้งเพดานสำหรับกองทุนที่ยังไม่มีเพดาน ปรับเพดานอย่างโปร่งใสตามเงินเฟ้อและต้นทุนที่เปลี่ยนไป
3. เปิดเผยแผนการใช้เงินกับผลลัพธ์ให้ประชาชนเห็นชัดขึ้น
ขณะเดียวกัน การเพิ่มการตรวจสอบก็ควรออกแบบให้ไม่กลายเป็นช่องทางแทรกแซงภารกิจที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระบ
ถ้าทำได้ การถกเถียงเรื่องเงินบำรุงก็จะไม่ใช่แค่เรื่องการคงไว้หรือยกเลิก
แต่เป็นการทำให้เงินสาธารณะทุกก้อนต้องอธิบายตัวเองได้ครับ
_______
หมายเหตุ ร่างกฎหมายของรัฐบาล มีสองส่วนที่ควรแยกกันพิจารณา คือ 1) การยกเลิกเงินบำรุงที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต และ 2) การให้หน่วยงานเหล่านี้รับงบประมาณรายปีแทน ทั้งนี้หากไม่มีการปรับภาษีชดเชย เงินที่เลิกเก็บจะไม่ได้กลายเป็นรายได้เข้าคลังโดยอัตโนมัติ
ที่มา – https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102418028198931&set=a.543338622911