เอกนิติ ชี้ไทยติด 1 ใน 5 ประเทศต่างชาติอยากลงทุน ชูยุทธศาสตร์ ‘STI’ ดึงสติคนไทยฝ่าดราม่าการเมือง มุ่งแก้ปัญหาชาติ
เอกนิติ ชี้ไทยติด 1 ใน 5 ประเทศต่างชาติอยากลงทุน ชูยุทธศาสตร์ ‘STI’ ดึงสติคนไทยฝ่าดราม่าการเมือง มุ่งแก้ปัญหาชาติ ดันต้องออกแบบโจทย์ใหญ่ รักษาผลประโยชน์คนไทย
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษใน ‘งานเสวนา 30 ปีไทยโพสต์ : เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย’ ว่าเหตุการณ์วันนี้ใกล้เคียงกับช่วงปี 1980 ที่โลกเศรษฐกิจเปลี่ยนรุนแรง แต่ปัจจุบัน ในโลกแตกขั้ว ประเทศไทยคว้าโอกาสได้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีต และต้องวางแผนอนาคต
โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ 1) โลกเศรษฐกิจแตกขั้ว 2) เทคโนโลยีเปลี่ยน เอไอมากขึ้น และ 3) เปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด และหากไม่เปลี่ยนและแก้ก็อาจเกิดปัญหาในอนาคตได้
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์ ‘STI’ (สติ) รับมือโลกที่แปรปรวน ได้แก่ 1) Stabilized Today ปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ไม่ได้ลงทุนมานาน หนี้ครัวเรือนสูง SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อ และฐานะการคลังไม่ดี ดังนั้นต้องสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจไทยและแก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน
2) Transition Now เปลี่ยนผ่านวันนี้ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 1.6 แสนล้านบาท จากสงครามที่กระทบโครงสร้างและราคาพลังงาน ดังนั้นต้องรีบเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Jump Start) ลดแรงกระแทก ทำสมาร์ทกริด ออกแบบให้ประชาชนขายไฟได้ เพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดการนำเข้าพลังงาน
และ 3) Invest for Tomorrow ไทยเป็นเสมือนโรงงานที่มีเครื่องจักรเก่า ไม่ได้ลงทุนมานาน และไม่สอดคล้องกับอนาคต รวมทั้งต้องลงทุนกับคน เพื่ออัพสกิล รีสกิล และพัฒนาทักษะ สู่การแก้ปัญหาระยะสั้นให้ได้ผลยาว
“ผมว่าเราทุกคนอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น วันนี้ยุทธศาสตร์คือเราต้องมีสติ แน่นอนว่าดราม่าทางการเมืองทั้งหลาย ผมเองก็ต้องมีสติ ต้องคิดดี ตั้งใจดี และผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ทุกคนจะเห็นว่าผมไม่ออกมาตอบโต้ใคร พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจทำ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น และเชื่อว่าถ้าช่วยกันทำ อนาคตประเทศไทยจะดีขึ้นจริง ๆ” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เมื่อเหลียวหลังไปในอดีต สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น กินสัดส่วนจีดีพีทั้งโลก 50-60% และแบ่งเป็น 3 ขั้วที่กำหนดเศรษฐกิจโลก ทว่าในวันนี้เหลือ 25% ส่งผลให้โลกแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และปัจจุบัน จีน ตะวันออกกลาง ยุโรป ต่างย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย เนื่องจากปลอดภัย และค้าขายได้กับทุกประเทศ
“ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีดูแลคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปีที่แล้วยอด 1.47 ล้านล้านบาท โตขึ้น 40% สะท้อนความต้องการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากปลอดภัย ค้าขายได้กับทุกคน และเป็นกลาง จึงมี FDI สูงมาก ผมเปลี่ยนกติกาบีโอไอใหม่ ไม่วัดแค่ Applictions ที่มาลงทุน ดังนั้นอย่าภูมิใจกับ 1.47 ล้านล้านบาท แม้ตัวเลขจะโต แต่สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนให้เกิดการลงทุนจริง” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การเป็นหมุดหมายของต่างประเทศในการเป็นฐานการผลิตนั้น ไทยก็ต้องปรับตัว ทั้งการปรับกฎกติกาการลงทุนผ่าน Thailand FastPass และบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านโครงการ SkillBridge จับมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) “สมัยก่อนเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่วันนี้เป็นอุตสาหกรรมเอไอ”
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเป็น K-Shape กล่าวคือ ธุรกิจในอุตสาหกรรมเอไอเป็น K-Shape ขาบน ที่ได้รับประโยชน์มาก แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ K-Shape ขาล่างเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเร็วที่สุด ด้วยการเพิ่มทักษะและเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในอดีต ไทยเคยเป็นผู้นำด้านการเกษตร สู่การเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์สันดาป ปิโตรเคมี และเกิดนิคมอุตสาหกรรม แต่วันนี้โลกแตกขั้ว อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานสะอาด
“ถ้าเราไม่รับการเปลี่ยนแปลงนี้ เราก็จะตกขบวนไป วันนี้ต้องอัพเกรดให้อุตสาหกรรมรถยนต์เก่า เข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นที่ต้องการของโลก ดังนั้นต้องอัพสกิล การพัฒนาทักษะจึงจำเป็น สำหรับอุตสาหกรรมใหม่เอไอ ยานยนต์ไฟฟ้า ได้มีการดึงนักลงทุน และบังคับให้ถ่ายทอดทักษะให้คนไทย อีกทั้งการศึกษาของธนาคารโลกยังพบว่า ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ต่างชาติสนใจ อยู่ในเทรนด์ โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ตกกับคนไทยและธุรกิจไทย” ดร.เอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและไฟฟ้าที่พร้อมรับมืออุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการไฟฟ้าสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานหมุนเวียน ดังนั้นจึงต้องเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ด้านพลังงานสะอาด รวมทั้งราคาน้ำมันโลกจะไม่กลับไปถูกเท่าก่อนการเกิดสงคราม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังจับมือกับเอกชนที่แข็งแกร่งผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะพัฒนาทั้งอุตสาหกรรม พัฒนาคน ปรับกฎ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง