รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
รัฐเล็งปรับสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน หลังเจรจาคืบหน้าน้อย ระบุมีเอกชนตกลงเงื่อนไขแค่ 3% จาก 400-500 สัญญา สั่ง สนพ.เสนอให้ กพช.พิจารณากำหนดมาตรฐานสัญญา-อัตราราคารับซื้อใหม่-เงื่อนไขในการเจรจา รื้อโครงสร้างราคาใหม่ ชี้หากยังคงปฏิเสธรัฐจะยกเลิกสัญญาเดิมทันที
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ครั้งที่ 3/2569 โดยกล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้เป็นการหารือร่วมกันในประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ประเภท Non-Firm ที่มีเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาโดยอัตโนมัติ รวมทั้งรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว จึงขอให้คณะกรรมการทุกคนช่วยกันพิจารณาและเสนอความคิดเห็นอย่างรอบคอบ เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ไปใช้ประกอบการพิจารณา และเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาอนุมัติในขั้นตอนต่อไป
จากนั้น นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่าที่ประชุมได้สรุปผลการเปิดให้ภาคเอกชนตอบรับการแก้ไขปรับเปลี่ยนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนที่ตอบรับ ยินยอมปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐเพียงประมาณ 2-3% เท่านั้น จากจำนวนสัญญาที่เข้าข่ายต้องแก้ไขประมาณ 400-500 กว่าสัญญา

สาเหตุสำคัญมาจากข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนในเรื่องอัตราราคารับซื้อไฟฟ้าและภาระการลงทุน โดยโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าขายส่งเดิมเมื่อรวมค่า Ft อยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่าต่อหน่วย แต่เมื่อภาครัฐเสนอปรับลดอัตราราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.15 บาทต่อหน่วย จึงมีจำนวนเอกชนที่ยินยอมเข้าร่วมน้อย โดยกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าหลักที่เข้ามาเจรจาในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP), กลุ่ม Non-Firm และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
“ที่ผ่านมาคณะกรรมการฯได้พิจารณาเงื่อนไขอย่างรอบคอบแล้ว เอกชนหลายรายได้คืนสัญญาไปก่อนหน้านี้ และยืนยันว่าภาครัฐไม่ได้มีนโยบายกำหนดราคาโดยการตัดการสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) สำหรับกลุ่มที่ยังคงได้รับสิทธิตามสัญญาเดิมแต่อย่างใด แต่ต้องทบทวนในกลุ่มที่ได้รับสัญญาจากภาครัฐมานาน มีการคืนทุนและได้กำไรไปแล้วซึ่งเป็นนโยบายที่มีการทบทวน” นายดนุชา กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กลับไปคำนวณอัตราราคารับซื้อไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอ้างอิงจากฐานราคาประมาณ 6 บาทต่อหน่วย (ฐานปี 2565) โดยให้ สนพ. คำนวณอัตราราคารับซื้อในลักษณะค่อย ๆ ปรับลดลง (Step-down) เพื่อใช้เป็นกรอบในการเจรจา โดยยังคงรักษาระดับผลตอบแทน (Return) ที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการเอกชนด้วย
นอกจากนี้ ในส่วนของสัญญาโรงไฟฟ้าที่กำลังจะหมดอายุ หากมีความประสงค์จะเดินเครื่องต่อ จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณี (Case-by-case) ว่าควรกำหนดระยะเวลาขยายสัญญาออกไปอีกกี่ปี จากเดิมที่มีเพียงแนวทางให้ขยายสัญญาต่อได้เพียงรอบเดียวแต่ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน
โดย สนพ. อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เนื่องจากนโยบายที่เคยผ่านการอนุมัติจาก กพช. ในครั้งก่อนยังขาดความชัดเจนในเรื่องอัตราราคารับซื้อไฟฟ้า
ทั้งนี้ การเสนอ กพช. ในรอบนี้จะจัดทำเป็น ร่างสัญญามาตรฐานฉบับใหม่, อัตราราคารับซื้อใหม่ ตลอดจน กำหนดเงื่อนไขในการเจรจา ให้มีความชัดเจน ทั้งนี้ภาครัฐยังคงถือสิทธิตามข้อกำหนดในสัญญา (Clause) ที่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ซึ่งหาก กพช. เห็นชอบกรอบนโยบายใหม่แล้ว แต่เอกชนยังคงปฏิเสธไม่เข้าร่วมเจรจา ภาครัฐจะดำเนินการยกเลิกสัญญาตามข้อกำหนดเดิมทันที ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาดซึ่งจะดำเนินการต่อไป