เกมอนุรักษนิยม (หมดอายุ) เขย่าเครือข่าย ‘อำนาจสีน้ำเงิน’
คอลัมน์ : Politics policy people forum
เมื่อ 4 ตุลาคม 2567 ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 66 ปี “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย “เนวิน” ได้บอกครูปะกำให้ผูกข้อมือ “อนุทิน” ที่วันนั้นยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก่อนที่จะกล่าวด้วยเสียงดังว่า
“ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง” ไม่ทันถึงปี “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ สมัยแรก
4 ตุลาคม 2568 ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี “เนวิน” ครูปะกำได้ผูกข้อมือนายกฯ อนุทิน โดยที่ “เนวิน” อวยพรอีกครั้งว่า
“ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข”
จากนั้นพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล กุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา ขณะที่เครือข่ายน้ำเงินยึดกุมสภาสูง – วุฒิสภา
4 ตุลาคม 2569 คำอวยพร หลังผูกข้อมือให้นายกฯ อนุทินสมัยที่ 2 ว่า “ให้นั่งนายกรัฐมนตรีต่อจนกว่าจะเบื่อ”
“อนุทิน” บอกว่า “เบื่อแล้ว”
“เนวิน” ตอบ “อีก 2 สมัยก็พอ”
การเมืองนอกจากวาระด่วน เรื่องมวลน้ำเข้าท่วมในหลายจังหวัด ไม่เว้นแม้ กทม. เกือบทำให้ “อนุทิน” และภูมิใจไทย เกือบจมน้ำการเมือง
แต่ปัจจัยการเมืองรายล้อมอื่น ๆ ได้ถูกปลดชนวนไปทีละขั้น
คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จนเกิดศัพท์ใหม่ “ความลับแบบมีเงื่อนไข” เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ อันเป็น “ต้นทาง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 และ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีอันเป็นไป
อีกกรณีหนึ่งคือ คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือฮั้ว สว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่ง 77 ผู้ถูกกล่าวหาไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยในจำนวนผู้ที่ถูกยื่นศาลไร้ชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย
เครือข่ายอนุรักษ์เขย่าน้ำเงิน
แต่ในโลกการเมืองคู่ขนาน ขบวนการ – กลุ่มอนุรักษนิยมเดิมที่เคยเขย่ารัฐบาลในช่วง 2 ทศวรรษที่แล้ว จนถึงอดีตองค์กรอิสระ-อดีตผู้พิพากษา-ตุลาการ ต่างเปิดเกมเขย่าอำนาจเครือข่ายสีน้ำเงิน
ตัวอย่างเช่น เวทีราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่จะสัมมนาเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” นอกจาก “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. ที่ถูกเชิญมาร่วมเวที เปิดเผยความผิดปกติในวันเลือก สว.ที่เมืองทองธานี
ยังมี “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสนอ “เส้นทางใหม่” คดีฮั้ว สว. โดยให้ผู้เสียหายยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เหมือนกรณีคดีคิวอาร์โค้ด – บาร์โค้ด เพื่อให้คดีฮั้ว สว.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
“เพราะเป็นศาลเดียวที่จะมีหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบการจัดระบบเลือกตั้งว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถใช้บังคับได้ ก็จะต้องเลือกใหม่ ถือว่าล้มทั้งสภา”
ถ้าผู้ตรวจไม่รับคำร้อง ก็ต้องกลับมาใช้ศาลฎีกาเป็นตัวช่วย เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกพยานหลักฐานได้เยอะ เช่น เส้นทางการเงิน และมั่นใจว่าศาลเรียกมาแน่
อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังเสนอว่า 1.อยากจะสนับสนุนคนที่เสนอขอให้ศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จ เรียกพยานที่กลับคำให้การหลายตลบ ก่อนเบิกความสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เอาให้เข้าเครื่องจับเท็จ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ มีหลักมีเกณฑ์
2.ถ้าศาลตรวจสอบพยานหลักฐาน สมมติได้ข้อมูลว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีแค่ 77 คน ถ้าศาลอ่านคำพิพากษาได้เร็ว กลุ่มผู้เสียหายก็จะไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คราวนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินตีตกไม่ได้ และส่งศาลรัฐธรรมนูญ
3.มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถไม่รับได้ และเมื่อศาลรับ ต้องพิจารณาเร็ว เพราะพยานหลักฐานมันพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานที่ศาลฎีกาท่านเรียกมาสอบเพิ่มเติม ส่งเข้าศาลรัฐธรรมนูญ
“ผมว่าท่านเข้าใจนะ ว่าบ้านเมืองรอช้าไม่ได้ในเรื่องนี้ ท่านจะวินิจฉัยให้เร็วได้ภายใน 1 ปี ผมว่าถ้าเอาให้จริง ๆ 6 เดือนท่านก็ทำเสร็จแล้ว”
“วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า ถ้าเรายอมให้ระบอบอย่างนี้ยังคงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทำลาย และระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา ต้องแก้ไข
“ท่านผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าอยากให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคงอยู่ ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด 6 เดือนก็ช้าไปแล้ว ผมว่าต้องภายใน 3 เดือน”
ขณะที่บุคคลที่ร่วมฟังงานเสวนา ยังมีบุคคลที่คุ้นหน้าการเมือง อาทิ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว., บวรศักดิ์ อุวรรณโณอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 1, พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง
กลุ่มอนุรักษนิยมทำทางเพื่อนำไปสู่การ “เขย่าระบอบสีน้ำเงิน”
ยุทธพรชี้ น้ำเงินเสถียรภาพสูง
ในมุมของ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีอะไรหยุดรัฐบาลภูมิใจไทย หรือเครือข่ายน้ำเงินได้ใน 1-2 ปีนี้
โดย “รศ.ดร.ยุทธพร” แยกปัจจัยในสภา – นอกสภา
สำหรับในสภา ต้องบอกว่าวันนี้เสียงรัฐบาลค่อนข้างมีเสถียรภาพสูงมาก เพราะมีเสียงเกือบ 300 และอาจมีพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกในอนาคต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เรียกว่าไปถึง 350 เสียง ดังนั้น จึงไม่น่ากังวลสำหรับรัฐบาล
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านต่างหากที่วันนี้มีประเด็นปัญหาเอกภาพภายใน และเสียงการลงมติของพรรคกล้าธรรมก็เป็นเครื่องยืนยันอันหนึ่งว่าฝ่ายค้านเองมีปัญหาเอกภาพภายใน
ขณะเดียวกันเราก็เห็นได้ว่าวันนี้แม้จะเห็นการร่วมตรวจสอบของประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน แต่ดูเหมือนว่า 2 พรรคนี้กำลังแย่งซีนกันเองด้วยซ้ำ
“ผมไม่ได้คิดว่าจะกระทบอะไรกับรัฐบาลเลย จากฝ่ายค้านที่ไม่มีเอกภาพ และตรงนี้ก็ไม่น่ากังวลสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น โครงสร้างคะแนนเสียงจะออกมาคล้ายกับการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายปี ’70”
ส่วนหนึ่งคือปัจจัยนอกสภา ได้แก่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม การได้รับการเยียวยา การแก้ไขปัญหา ยังไม่รวมว่าหากมีน้ำท่วมอีกระลอกหรือภัยพิบัติอื่น ๆ รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในปัจจุบัน
ในขณะที่เรื่องคดีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ณ วันนี้ก็เรียกว่ายุติแล้ว สำหรับคดีฮั้ว สว. มีผู้ถูกกล่าวหา 77 คนก็เป็นบรรดา สว. ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลโดยตรงอยู่แล้ว และมี สส. แค่คนเดียว นอกนั้นเป็นคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งใด ๆ
“ดังนั้นผมไม่คิดว่าจะมีอะไรน่ากังวลมากนัก แต่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน ส่งมอบนโยบาย และผลิตผลงานออกมาให้ได้”
อนุรักษนิยมเครือข่ายหมดอายุ
แม้คดีฮั้ว สว.จบลง แต่เครือข่ายอนุรักษนิยมยังออกมาขย่มเรื่องฮั้ว สว. ความแตกแยกภายในกลุ่มอนุรักษนิยมจะส่งผลต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
นักรัฐศาสตร์รายนี้วิเคราะห์ว่า “คนเหล่านี้คือยาหมดอายุ ไม่มีอะไรที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”
“เอาเข้าจริงการที่เรานิยามว่าอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ผมว่าในประเทศไทยมันไม่มีอุดมการณ์ความคิดลึกซึ้งขนาดนั้น มันเป็นเพียงกลุ่มที่ได้ประโยชน์กับกลุ่มที่เสียประโยชน์ในบริบทการเมืองเวลานั้น”
“กลุ่มที่เสียประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ก็ออกมาเคลื่อนไหว แต่ต้องบอกว่าพลังเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนในอดีต ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป พลังที่ลดน้อยถอยลงตามอายุ ตามบริบทการเมือง
การไม่สามารถเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ รวมถึงกฎหมายที่จำกัดการชุมนุม หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ คิดว่าไม่ง่ายที่การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้” “ใน 20 ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนรัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยมวลชน แต่เกิดจากการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชน การชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชนเป็นเพียงการปูทางไปสู่การรัฐประหารเท่านั้น”
ศาลยุติธรรม การเมืองแทรกยาก
หากเมื่อย้อนดูบริบทก่อนการรัฐประหาร ปี 2549 และการรัฐประหาร 2557 มักเห็นกลุ่มเครือข่ายอนุรักษนิยม ประเภท “คนหน้าเดิม” ออกมา “ทำทาง” ให้เกิดรัฐประหาร คิดว่าบริบทปัจจุบันเป็นอย่างนั้นไหม
รศ.ดร.ยุทธพรมองว่า วิธีการที่เคยสำเร็จในอดีตไม่ได้บอกว่าจะสำเร็จในปัจจุบัน เพราะบริบทและเงื่อนไขปัจจัยเปลี่ยนไป คนกลุ่มนี้คือยาหมดอายุ ไม่สามารถใช้ได้ในบริบทปัจจุบัน
ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองหรือการรวมกลุ่มทางการเมืองเรียกว่า Collective Action คือการกระทำรวมหมู่ เช่น ม็อบต่าง ๆ แต่วันนี้การชุมนุมของกลุ่มประชาชนคนรุ่นใหม่ในปี 63-64 สะท้อนให้เห็นว่า เปลี่ยนจากการกระทำรวมหมู่ หรือ Collective Action ไปสู่ Connective Action หรือการกระทำแบบเชื่อมโยง คือการเชื่อมต่อกับโลกไซเบอร์ มีการชุมนุมที่ไม่จำเป็นต้องปักหลักพักค้าง
“เพราะฉะนั้นการชุมนุมแบบปักหลักพักค้างไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคนี้ประสบความสำเร็จแล้ว”
หากไม่คิดเรื่องการชุมนุม แต่ในมุม “ตุลาการภิวัฒน์” ยังสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ “รศ.ดร.ยุทธพร” มองว่า คนที่ออกมาอยู่ “หน้าฉาก” ปัจจุบันไม่มีอำนาจแล้ว
“คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเคยอยู่ในตำแหน่งขององค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน แต่วันนี้ไม่ได้อยู่แล้ว และไม่สามารถอยู่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นได้ครั้งเดียว จึงไม่สามารถกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่จะไปตัดสินเรื่องต่าง ๆ ได้ ในเมื่อคนที่อยู่ในตำแหน่งองค์กรอิสระวันนี้ ทั้งที่มาและตัวบุคคลเป็นคนละกลุ่มกันแล้ว”
แม้ว่าคดีฮั้ว สว.ต้องไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรศาลยุติธรรม รศ.ดร.ยุทธพรเชื่อว่า ศาลยุติธรรมจะถูกแทรกแซงได้ยาก
“ศาลยุติธรรมโดยปกติการเมืองเข้าไปแทรกได้ยาก ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคงไม่ง่ายที่การเมืองจะเข้าไปแทรกแล้วตัดสินอะไรได้เหมือนในองค์กรอิสระหลาย ๆ องค์กร”
แม้ภาพที่พรรคภูมิใจไทย – เครือข่ายน้ำเงิน กำลังถูกท้าทายจากเครือข่ายอนุรักษนิยม จึงไม่สามารถทำอะไรได้
“อย่างที่บอก ผมไม่เชื่อเรื่องกลุ่มอนุรักษนิยมด้วยกัน มีแค่กลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์หรือกลุ่มที่เสียประโยชน์ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่อยู่ในอำนาจเท่านั้นเอง”