จับตาน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจพุ่ง 2.95 หมื่นล้าน แต่ยังไม่กระทบเป้า GDP โต 2.2-2.5%
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินผลกระทบน้ำท่วมเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 กรณีฐานทำเศรษฐกิจสูญเสียมูลค่าเพิ่มราว 22,500 ล้านบาท หรือ 0.11% ของ GDP หากคลี่คลายเร็วความเสียหายอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท แต่หากยืดเยื้ออาจเพิ่มเป็น 29,500 ล้านบาท โดยภาคบริการรับผลกระทบหนักสุดราว 15,000 ล้านบาท ขณะที่ “ธนวรรธน์” ย้ำยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ คงกรอบเติบโต 2.2-2.5% ก่อน “วิเชียร” แจกแจงพื้นที่เสี่ยง-ภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยยังประเมิน GDP เติบโตในกรอบ 2.2-2.5% เนื่องจากผลกระทบจากน้ำท่วมในภาพรวมยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ
ทั้งนี้ กรณีฐานประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมใน 31 พื้นที่อยู่ที่ประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือ 0.11% ของ GDP ภายใต้สมมุติฐานว่าสถานการณ์ต่อเนื่องประมาณ 14 วัน ช่วงวันที่ 25 กันยายน-8 ตุลาคม 2569 หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่ากรณีฐาน ความเสียหายจะลดลงเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP แต่หากน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจเพิ่มเป็นประมาณ 29,500 ล้านบาท หรือ 0.15% ของ GDP
“มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจึงยังไม่ได้มีการเปลี่ยนมุมมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เราคิดว่า 2.2-2.5% น่าจะเป็นมุมมองที่เรามองว่าเศรษฐกิจขยายตัวประมาณนั้น” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า การประเมินดังกล่าวต้องแยกระหว่างภาพความรู้สึกจากสถานการณ์น้ำท่วมกับข้อเท็จจริงด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากภาพข่าวอาจทำให้เห็นว่าน้ำท่วมมีความรุนแรงในวงกว้าง แต่ข้อมูลแต่ละช่วงมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตามการระบายน้ำ โดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ครอบคลุมสถานการณ์จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม
ในด้านภาคเกษตร มีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 3 ล้านคน หรือราว 5% ของประชากร ขณะที่พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.66 ล้านไร่ คิดเป็นประมาณ 1.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเพียง 1 แห่งและเป็นเพียงบางเฟส แตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่มีนิคมอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วมหลายแห่งเต็มพื้นที่
สำหรับผลกระทบรายภาคเศรษฐกิจ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า ภาคบริการได้รับผลกระทบมากที่สุดประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของความเสียหายทั้งหมด จากการลดลงของการจับจ่ายใช้สอย การเดินทาง การท่องเที่ยว ร้านอาหารและการขนส่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบราว 6,400 ล้านบาท และภาคเกษตรประมาณ 1,200 ล้านบาท
“ภาคบริการเป็นผลกระทบหลัก เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อน การจับจ่ายใช้สอย การออกไปเที่ยว หรือการออกไปซื้อของจะหายไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การหยุดโรงงานชั่วคราว และคนทำงานไม่สะดวก” นายธนวรรธน์กล่าว
ด้านนายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 16 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 พบว่ามีสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นใน 47 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดย ณ วันที่ 4 ตุลาคม ยังมีน้ำท่วมอยู่ใน 30 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร หรือรวม 31 พื้นที่ และเฉลี่ยระยะเวลาน้ำท่วมประมาณ 11 วัน
ภาพรวมพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.66 ล้านไร่ หรือ 1.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ โดยนาข้าวได้รับผลกระทบประมาณ 1.33 ล้านไร่ คิดเป็นราว 2.0-2.1% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ ขณะที่ไม้ผลและไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบราว 96,000 ไร่ และพืชไร่-พืชผักประมาณ 246,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือถูกน้ำท่วม ยังไม่ใช่พื้นที่เสียหายจริงทั้งหมด ซึ่งต้องรอการสำรวจยืนยันอีกครั้ง
ส่วนภาคอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 1 แห่งจากทั้งหมด 68 แห่ง หรือประมาณ 1.5% และเป็นการท่วมเฉพาะบางเฟส ขณะที่โรงงานได้รับผลกระทบราว 34 แห่งจากประมาณ 5,000 โรงงาน หรือคิดเป็นประมาณ 0.7% โดยกรณีโรงงานรถยนต์ที่หยุดการผลิตเป็นการหยุดชั่วคราว และตัวโรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วม
นายวิเชียรกล่าวว่า กรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงสุด โดยกรณีฐานประเมินความเสียหายประมาณ 13,984 ล้านบาท ในจำนวนนี้กรุงเทพมหานครประมาณ 10,083 ล้านบาท และปริมณฑลประมาณ 3,900 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออกประมาณ 5,965 ล้านบาท ภาคกลาง 1,981 ล้านบาท ภาคเหนือ 514 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 97 ล้านบาท รวม 31 พื้นที่ที่ประเมินความเสียหายประมาณ 22,540 ล้านบาท หรือ 0.113% ของ GDP
เมื่อจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ พบว่าความเสียหายจากภาคบริการอยู่ที่ประมาณ 15,016 ล้านบาท คิดเป็น 66.6% ของทั้งหมด ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 6,365 ล้านบาท หรือ 28.2% และภาคเกษตรประมาณ 1,159 ล้านบาท หรือ 5.1% โดยพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมีความเสียหายรวม 13,984 ล้านบาท ขณะที่ภาคตะวันออกอยู่ที่ 5,965 ล้านบาท
นายวิเชียรระบุว่า แม้ความเสียหายล่าสุดของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเมื่อเทียบกับฐานทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 1-2% หรือต่ำกว่า และหลายส่วนเป็นผลกระทบชั่วคราว แต่ยังต้องติดตามพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำบางปะกง รวมถึงระยะเวลาที่น้ำท่วมต่อเนื่อง เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าความเสียหายสุดท้ายจะอยู่ใกล้กรณีฐานหรือขยับไปสู่กรณีแย่กว่า