FETCO ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ SET ต่างชาติแค่ขายทำกำไร-ดัชนีเชื่อมั่นยัง ‘ร้อนแรงมาก’
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมากดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า ฟันด์โฟลว์ที่เพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณกลับเข้ามาก่อนหน้านี้กำลังเปลี่ยนทิศหรือไม่ และต่างชาติเริ่มลดความเชื่อมั่นต่อหุ้นไทยแล้วหรือยัง
โดย “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงานแถลงข่าว FETCO ประจำเดือนตุลาคม 2569 ว่า คงยังไม่ถึงขั้นที่น่ากังวล เพราะแรงขายรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายตลาดพร้อมกัน จากความกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) และความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงและขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้า
สำหรับหุ้นไทย แรงขายส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากและสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีลักษณะของการขายทำกำไร (Take Profit) มากกว่าการถอนเงิน เพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่ช่วยรองรับมุมมองดังกล่าว คือ แม้ต่างชาติขายหุ้นออกมาค่อนข้างมาก แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากการขึ้นของตลาดรอบนี้มีผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รองรับ
ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมากกว่า 300 จุดในปีนี้ สอดคล้องกับกำไร บจ.ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% แต่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรที่คาดการณ์ในอนาคต (Forward P/E) อยู่ประมาณ 14 เท่าเมื่อรวม DELTA และประมาณ 12 เท่าหากไม่รวม DELTA สะท้อนว่าการขึ้นของตลาดไม่ได้เกิดจากการขยายตัวของมูลค่าหุ้น (Valuation) เพียงอย่างเดียว
อีกสัญญาณที่น่าสนใจมาจากดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือน ต.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนมุมมองในช่วง 3 เดือนข้างหน้า โดยความเชื่อมั่นรวมอยู่ที่ 148.72 ในระดับ “ร้อนแรง” แม้ความเชื่อมั่นจะลดลงจากเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ 165.89 แต่เมื่อแยกตามประเภทนักลงทุน กลับพบว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นสูงที่สุดที่ 175 จุด อยู่ในระดับ “ร้อนแรงอย่างมาก”
“ไพบูลย์” กล่าวว่า ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนย้ายเงินในระยะสั้นกับมุมมองการลงทุนในระยะถัดไป กล่าวคือ ต่างชาติสามารถขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงหรือรับรู้กำไรได้ โดยไม่ได้หมายความว่าความเชื่อมั่นต่อหุ้นไทยจะหายไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่าการไหลเข้าของเงินทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกสำคัญที่นักลงทุนคาดว่าจะสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและผลประกอบการ บจ.
เมื่อมองภาพฟันด์โฟลว์ในระยะยาว ยังมีช่องว่างให้เงินต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกมาก เพราะในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ต่างชาตินำเงินออกจากตลาดหุ้นไทยราว 5 แสนล้านบาท ขณะที่เงินที่ไหลกลับเข้ามาในรอบล่าสุดยังเป็นเพียงส่วนน้อย ก่อนตลาดจะเผชิญแรงขายอีกครั้ง
ทั้งนี้ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องไหลกลับมาทั้งหมด แต่สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากยังไม่ได้กลับมาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยเต็มที่
“เงินที่ไหลกลับมายังน้อยอยู่มาก ถ้าดูจากช่วง 3 ปีที่ไหลออกไปประมาณ 5 แสนล้านบาท สิ่งที่กลับเข้ามายังเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสเข้ามาได้อีก เพียงแต่ไม่มีสูตรที่จะบอกได้ว่าจะเข้ามาเท่าไร”
นอกจากนี้ ระดับมูลค่าหุ้นไทยยังเป็นอีกปัจจัยสนับสนุน โดยหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทซึ่งเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ไม่สูง และบางบริษัทมีกำไรเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น ทำให้มูลค่าลดลงและเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ไม่แพงอาจไม่เพียงพอที่จะดึงเงินต่างชาติกลับมา สิ่งสำคัญกว่าคือประเทศไทยต้องสร้างภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ชัดเจน
“ประธาน FETCO” ยังกล่าวถึงการพบปะนักลงทุนสถาบันในสหรัฐว่า หลายกองทุนให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น แต่ยังมีน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยไม่มาก หรืออยู่ระหว่างประเมินว่าจะกลับเข้ามาลงทุนหรือไม่ โดยประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจมีทั้งการลงทุนใหม่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นเม็ดเงินจริง คือการเห็นนโยบายที่ประกาศไว้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ดังนั้น โจทย์ของฟันด์โฟลว์ในระยะถัดไปจึงมี 2 ด้าน ด้านแรกคือปัจจัยต่างประเทศ ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐต้องเริ่มมีเสถียรภาพ ส่วนอีกด้านคือประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์จากการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
หากสองเงื่อนไขเกิดขึ้นพร้อมกัน ขณะที่กำไร บจ.ยังฟื้นตัวและระดับมูลค่าหุ้นไทยยังไม่แพง จะเพิ่มโอกาสให้เงินทุนต่างชาติทยอยกลับเข้ามา และเป็นแรงสนับสนุนดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งมีโอกาสขยับขึ้นสู่กรอบ 1,650-1,700 จุด
จากนี้จึงไม่ใช่เพียงการจับตาว่า ต่างชาติจะขายหุ้นไทยอีกมากแค่ไหน แต่ต้องดูว่า ประเทศไทยจะสร้างเหตุผลได้มากพอหรือไม่ที่จะเปลี่ยน “ความสนใจ” ของเงินทุนต่างชาติ ให้กลายเป็น “เม็ดเงิน” ที่กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
“ถ้าเราทำได้เงินมีโอกาสไหลเข้ามาอีกเยอะ และถ้าเป็นเงินจากกองทุนสหรัฐที่เข้ามา จะเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ เพียงแต่วันนี้เขาต้องการเห็นว่า สิ่งที่ประเทศไทยพูดไว้สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่” ประธาน FETCO กล่าว