‘โรงเรียนไร้งบฯ = ประเทศไร้อนาคต’ ฝรั่งเศสไม่ทน! สู้แก๊สน้ำตา ทวงงบฯการศึกษา
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการประท้วง ตำรวจฝรั่งเศสควบคุมฝูงชนยิงแก๊สน้ำตา พร้อมใช้กระบองเข้าปราบปราม-จับกุม ขณะที่นักเรียน บุคลากรครู ผู้ปกครองและประชาชนกว่า 250,000 คน ร่วมชุมนุมประท้วงเรื่องโรงเรียน-การศึกษาทั่วประเทศ
ตำรวจฝรั่งเศสยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ประท้วง ขณะที่นักเรียน ครู และผู้ปกครองมากกว่า 250,000 คน รวมตัวชุมนุมทั่วประเทศ ในวันประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในโรงเรียนมัธยมปลาย ซึ่งถูกบดบังด้วยการปะทะด้วยความรุนแรงกับตำรวจหลายต่อหลายครั้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
มีการจุดไฟเผาถังขยะบริเวณหน้าสถานศึกษา ทำลายศาลารอรถประจำทาง และขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยการใช้กระบอง ยิงแก๊สน้ำตา และใช้กระสุนยางควบคุมฝูงชน (Blast ball) จนมีผู้ถูกจับกุมเฉพาะในวันอังคารวันเดียวเกือบ 500 คน และยอดรวมสะสมพุ่งสูงเกิน 6,100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เยาว์ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีแล้วกว่า 1,800 คน

เหตุการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นภาพความรุนแรงที่บดบังแก่นแท้ของปัญหาหรือไม่ ?
The Guardian ระบุ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เซบาสเตียน เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) เปิดเผยว่า มีเยาวชนอย่างน้อย 215 คน และบุคลากรในโรงเรียน 85 คน ได้รับบาดเจ็บนับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อกว่าสองสัปดาห์ก่อน พร้อมระบุว่าตัวเลขนี้ถือเป็น
“ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษของระบบโรงเรียน”
ด้านประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ได้เรียกรัฐมนตรีคนสำคัญเข้าพบ ณ พระราชวังเอลีเซ เพื่อหารือเร่งด่วนในคืนวันอังคารที่ผ่านมา ตามรายงานของสื่อฝรั่งเศส
กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสเผยว่า มีผู้เข้าร่วมเดินขบวนอย่างสงบเป็นส่วนใหญ่ราว 200,000 คนในเมืองต่าง ๆ เช่น มาร์กเซย น็องต์ และลียง ในวันอังคาร ขณะที่มีอีก 56,000 คนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดในกรุงปารีส อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้จัดงานอ้างว่าตัวเลขผู้เข้าร่วมจริงรวมกันสูงถึง 450,000 คน
การชุมนุมส่วนใหญ่ดำเนินไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่ในบางจุด ซึ่งรวมถึงในกรุงปารีส จบลงด้วยการทำลายทรัพย์สินเป็นระยะและการปะทะประปรายกับตำรวจควบคุมฝูงชน
ตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยที่รายงานโดยสื่อสิ่งพิมพ์ Liberation มีผู้ถูกจับกุมเกือบ 500 คนในวันอังคาร และกระทรวงยังระบุด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 43 นาย
รายงานจากพื้นที่ยังสะท้อนถึงบาดแผลรุนแรงเชิงรูปธรรม เช่น กรณีเยาวชนอายุ 15 ปีที่มือขาดจากแรงระเบิดระหว่างการปะทะทางตอนเหนือของประเทศ, เยาวชนอายุ 16 ปีที่สูญเสียการมองเห็นของตาขวาอย่างถาวรในเมืองตูร์เนื่องจากถูกยิงด้วยกระสุนยาง และเยาวชนอายุ 14 ปีที่กรามล็อกจนไม่สามารถพูดได้และต้องกินอาหารผ่านหลอด หลังถูกตำรวจยิงกระป๋องแก๊สน้ำตาใส่ในระยะเผาขน
จนองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ต้องออกมาเรียกร้องให้ทางการฝรั่งเศส “ยุติการปราบปรามของตำรวจที่ไม่สมสัดส่วนโดยทันที”
โรงเรียนไร้งบประมาณ = ประเทศไร้อนาคต
ศูนย์กลางความขัดแย้งที่ขยายตัวจากย่านชานเมืองทางตอนเหนือของปารีสไปจนทั่วประเทศ ไม่ใช่ประเด็นอุดมการณ์ทางการเมือง หากแต่เป็นความแค้นเคืองต่อ “คุณภาพระบบการศึกษาที่ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด” อันเป็นผลกระทบตรงต่อชีวิตประจำวันของนักเรียนและครู
วิกฤตครูขาดแคลนและไร้คนสอนแทน
เด็กนักเรียนวัย 18 ปี ในเมืองมาร์กเซย กล่าวว่า เธอและเพื่อนร่วมชั้นต้องเผชิญกับปัญหาครูลาหยุดบ่อยครั้ง โดยที่รัฐบาลไม่มีการจัดหาครูมาสอนแทน หรือส่งเพียง “ครูสอนแทนที่ไม่มีประสิทธิภาพ” มา ส่งผลให้เวลาเรียนสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐานและอาคารเรียนทรุดโทรม
งบประมาณซ่อมบำรุงโรงเรียนถูกปรับลดลง จนอาคารเรียนหลายแห่งตกอยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย แออัด และขาดอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน
ตารางเรียนที่ยาวนานแต่ไร้ประสิทธิภาพ
ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มนักเรียนรวมถึงการขอให้ทบทวนตารางเรียนที่อัดแน่นตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งสร้างภาวะความเครียดสะสมให้แก่เยาวชน
บรรดานักเรียนได้ชูป้ายข้อความประท้วง เช่น
“ภายใต้หนังสือเรียน คือความโกรธแค้น” (Under our textbooks, anger)
ซึ่งล้อกับสโลแกนโด่งดังในเหตุการณ์พฤษภาคม 1968 และข้อความ
“โรงเรียนไร้งบประมาณ = ประเทศไร้อนาคต”
สะท้อนถึงความสิ้นหวังต่อการจัดสรรงบประมาณของรัฐ
ขณะเดียวกัน บรรดาครูและสหภาพแรงงานต่างออกมายืนหยัดเคียงข้างนักเรียน โดย รอแมง ดูบูร์ก (Romain Dubourg) ครูในเมืองแรนส์ ระบุว่า ครูมากกว่า 30 คนในโรงเรียนตัดสินใจออกมาร่วมเดินขบวนเพื่อปกป้องลูกศิษย์จากการปราบปรามของตำรวจ เช่นเดียวกับ โซฟี บิเนต์ (Sophie Binet) ประธานสหภาพแรงงาน CGT และ มารีน ตงเดอลิเยร์ (Marine Tondelier) ผู้นำพรรคกรีน ที่เรียกร้องให้สังคมร่วมกันปกป้องเยาวชน
เจาะลึกชนวนเหตุ รัฐตัดลด ‘งบฯทุนมนุษย์’ สังเวยภาระหนี้
หากมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์นโยบายสาธารณะ การที่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องเบื้องต้นในการเพิ่มตำแหน่งครูหรืออัดฉีดงบฯซ่อมแซมโรงเรียนได้นั้น อาจมีรากเหง้ามาจาก “เงื่อนไขวิกฤตการคลังระดับมหภาค”
คำตอบสำคัญซ่อนอยู่ในสภาวะทางการเงินของประเทศ ฝรั่งเศสกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการลดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
การที่รัฐบาลมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการดึงตัวเลขขาดดุลลง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนและปฏิบัติตามเกณฑ์วินัยทางการเงินของสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาและบริการสาธารณะถูกตัดลดอย่างเข้มงวด โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์ 4 ด้านที่สะท้อนถึงวิกฤตดังกล่าวอย่างชัดเจน
1.การตัดลดตำแหน่งครูอย่างต่อเนื่อง
ในงบประมาณปี 2026 มีการตัดลดตำแหน่งครูผู้สอนในระบบโรงเรียนรัฐไปแล้ว 3,256 ตำแหน่ง และในร่างกฎหมายงบประมาณปี 2027 (PLF 2027) รัฐบาลวางแผนปรับลดตำแหน่งครูเพิ่มอีก 1,588 ตำแหน่ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องสถิติอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลง
2.ชั่วโมงการเรียนการสอนสูญหายกว่า 20 ล้านชั่วโมง
รายงานจากศาลบัญชีกลางฝรั่งเศสระบุว่า ราว 10% ของชั่วโมงเรียนทั้งหมดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ต้องถูกยกเลิกไปเนื่องจากไม่มีครูมาสอนแทน และในรอบปีที่ผ่านมา มีชั่วโมงการเรียนการสอนที่สูญหายและไม่ได้จัดสอนจริงสะสมรวมกันมากกว่า 20 ล้านชั่วโมงทั่วประเทศ
3.การแช่แข็งค่าตอบแทนและตัดงบฯพัฒนาสื่อการเรียน
ภายใต้แผนลดรายจ่ายภาครัฐ 54,000 ล้านยูโร รัฐบาลได้สั่งแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการและครูท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้อาชีพครูขาดความดึงดูดใจและเกิดวิกฤตขาดแคลนบุคลากรหนักขึ้น นอกจากนี้ งบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียนใหม่ตามหลักสูตรปรับปรุงยังถูกตัดลดจนเหลือ 0 ยูโร รวมถึงการชะลอและตัดลดงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียนที่ทรุดโทรม
4.ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งสูง
หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 119.3-121.7% ของ GDP ขณะที่การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานของ EU ส่งผลให้ในปีงบประมาณปัจจุบัน รัฐบาลต้องเจียดงบประมาณจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงถึง 74,000 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่แซงหน้างบประมาณที่จัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการทั้งกระทรวงที่ได้รับราว 65,000 ล้านยูโร
ตัวเลขเชิงประจักษ์ทั้งหมดสะท้อนชัดเจนว่า การประหยัดงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อดึงตัวเลขดุลการคลังของรัฐบาล ได้กลายเป็นการตัดลดงบฯพัฒนา “ทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวของชาติ กลายเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นว่า
การตัดลดงบประมาณพัฒนาเยาวชนเพื่อแลกกับตัวเลขดุลการคลังในระยะสั้น อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางสังคม และวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเมืองที่แพงมหาศาลในภายภาคหน้า