คอนเทนต์ไทยบุกตลาดโลก ACFM 2026 ต่อยอดหาคู่ค้า
อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยกำลังเร่งเปลี่ยนจากการพึ่งรายได้ในประเทศ ไปสู่การสร้างรายได้จากตลาดโลกมากขึ้น ทั้งการขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต การขายสิทธิ IP การให้บริการ Production และ Post-Production รวมถึงการดึงกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทย โดยงาน Asian Contents & Film Market (ACFM) 2026 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว

นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า ACFM เป็นเวทีเจรจาการค้าสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และบริการที่เกี่ยวเนื่องในระดับนานาชาติ และเป็นหนึ่งในตลาดคอนเทนต์สำคัญของเอเชีย โดยจัดควบคู่กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน หรือ Busan International Film Festival (BIFF) ซึ่งงาน ACFM 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้จากต่างประเทศ ดังนั้น กรมจึงมุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อและพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้จากตลาดโลก ปีนี้ยังถือเป็นปีพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยได้รับเลือกเป็น Country of Honour เป็นประเทศแรก และเป็นเจ้าภาพร่วมในงาน ACFM Opening Reception
พา 20 บริษัทไทยเจาะตลาด
กรมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานจำนวน 20 บริษัท ขณะเดียวกันในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานปี 2026 มีภาพยนตร์ไทยได้รับคัดเลือกเข้าฉาย 3 เรื่อง ได้แก่ “9 วัดสู่สวรรค์ (9 Temples to Heaven)”, “ยักษ์ไหม้ (The Burning Giants)” และ “คุณยายวรนาฏ (INHERIT)” รวมถึง “บัว (Bua)” ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมประกวดในสาย Vision : Asia
มูลค่าค้าไม่ต่ำกว่า 500 ล้าน
สำหรับปี 2569 DITP คาดว่าจะสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทภายใน 5 ปี อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และนำทรัพย์สินทางปัญญาของไทยไปต่อยอดในตลาดโลก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก เพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไทยเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
หนังไปไกลกว่า “ขายลิขสิทธิ์”
ประสบการณ์จาก ACFM 2025 สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์ไทยมีโอกาสทางธุรกิจหลายรูปแบบ โดย GDH559 มีการเจรจากับบริษัทจากเวียดนามเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Inherit ขณะที่ Mono Streaming ได้รับความสนใจจากคู่ค้าในมาเลเซีย กัมพูชา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเวียดนาม Theme Work Studio ได้รับความสนใจจากคู่ค้าไต้หวันและบราซิลในซีรีส์วาย Dating Game รวมถึงคู่ค้าญี่ปุ่นที่สนใจนำซีรีส์ไปเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้าน Kantana Post Production สามารถปิดดีลกับบริษัทเวียดนามและไต้หวันเพื่อเข้ามาใช้บริการ Post-Production ในไทย ขณะที่บริษัท ณีอบ โปรดักชั่น จำกัด เจรจากับบริษัทจากแคนาดาที่สนใจเข้ามาถ่ายทำในไทย ส่วน M Distribution สามารถปิดดีลนำภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ไปฉายที่อินเดียและปากีสถาน ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโอกาสของอุตสาหกรรมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขายภาพยนตร์ แต่ขยายไปถึงการร่วมผลิต การให้บริการด้านการผลิต และการดึงกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
โควิดทำผู้บริโภคเปลี่ยน
นางสาวภรภัทร ศิลปการธนกิจ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Business Development) จังก้า สตูดิโอ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากช่วงหลังโควิด-19 ทำให้รายได้จาก Box Office ในประเทศไม่สามารถเป็นเป้าหมายหลักทางธุรกิจได้เหมือนเดิม ผู้ผลิตจึงต้องเร่งหาช่องทางรายได้ใหม่ ตั้งแต่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ตลาดต่างประเทศ การร่วมทุนสร้าง หรือ Co-production ตลอดจนการพัฒนาและขายสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Remake ซึ่งผู้สร้างจึงต้องปรับวิธีเล่าเรื่องให้สามารถดึงคนดูได้ตั้งแต่ต้น การเติบโตของ Streaming ในเอเชียยังทำให้ความต้องการคอนเทนต์มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
หนังไทยเน้น Co-production
นางสาวภรภัทรระบุว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงการแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่เป็นการมองหาพันธมิตรเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Co-production กับเอเยนซี่ต่างประเทศที่มีทั้งผู้กำกับและนักแสดง อีกแนวทางคือ การต่อยอดมูลค่าจาก IP ผ่านการขายสิทธิ Remake ให้ประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องสามารถสร้างรายได้ยาวนานกว่ารอบฉายในโรง ปัจจุบันจังก้า สตูดิโอมีภาพยนตร์ “คนเดือดทวงแค้น” กำหนดเข้าฉายช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า พร้อมกับผลิตผลงานให้ Netflix Thailand และนำภาพยนตร์เข้าร่วมเทศกาลต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้จากตลาดโลก
BL-GL ไทยผลิตอันดับ 1 โลก
นางอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ Executive Producer บริษัท โมโจ ลิฟวิ่ง จำกัด ผู้ผลิตซีรีส์และให้บริการจัดการศิลปิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมซีรีส์ไทยโดยเฉพาะ Boys Love (BL) และ Girls Love (GL) กำลังเร่งขยายฐานผู้ชมไปต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้จากการขายลิขสิทธิ์และ Co-production เหตุผลสำคัญคือ หากอยู่เฉพาะตลาดในประเทศฐานผู้ชมมีประมาณ 5 ล้านคน แต่เมื่อขยายไปสู่ตลาดโลกสามารถเข้าถึงผู้ชมกว่า 20-30 ล้านคน ขณะที่การแข่งขันในประเทศไทยรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาด GL ซึ่งมีซีรีส์ออกอากาศพร้อมกันถึง 9 เรื่องภายในเดือนเดียว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม BL/GL
ขยายสู่เกาหลีใต้-ละตินอเมริกา
ตลาดสำคัญของคอนเทนต์ BL/GL ไทยไม่ได้อยู่เพียงจีนและไต้หวัน แต่กำลังขยายไปสู่ละตินอเมริกา โดยเฉพาะบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งมีความนิยมทั้งตัวนักแสดงและคอนเทนต์ไทยสูง ส่วนเกาหลีใต้เป็นตลาดเป้าหมายใหม่ แม้ฐานผู้ชมยังไม่ใหญ่ แต่เริ่มเห็นค่ายและผู้ผลิตเกาหลีสนใจหาพันธมิตรไทยเพื่อ Co-production และเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โมโจ ลิฟวิ่ง ซึ่งเริ่มธุรกิจในปี 2024 และมีผลงานเผยแพร่ผ่านช่องวัน 31, iQIYI และ WeTV แล้ว 3 เรื่อง ใช้โมเดลบริหารต้นทุนด้วยทีมนักเขียน Freelance เพื่อลด Fixed Cost และเพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาโปรเจ็กต์ พร้อมกันนี้ยังพัฒนา Original IP เช่น “Fairway of Love” ซึ่งนำกีฬากอล์ฟมาผสมกับซีรีส์ GL อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนของภาครัฐในการพาผู้ประกอบการเข้าร่วมตลาดคอนเทนต์ในเกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญมาก เพราะช่วยให้เกิด Business Matching แบบ B2B กับผู้ซื้อต่างชาติได้รวดเร็วขึ้น