เวที FUTURE-READY ECONOMY 2026 ชู 5 แนวทางจัดสรรทุน-สร้างเศรษฐกิจที่พร้อมสำหรับอนาคต
BRANDi and Companies ร่วมกับ BiOST, Institute of Systematic Transformation จัดงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ภายใต้แนวคิด “Designing Capital for the Future” ในฐานะกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการ ของการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันทบทวนทิศทางการจัดสรรทุนและสร้างเศรษฐกิจที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
นายปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST, Institute of Systematic Transformation กล่าวถึงกรอบแนวคิดหลักของงานว่า ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เพียงการสร้างการเติบโต แต่คือการสร้างขีดความสามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ในอนาคต โดยชี้ให้เห็นปัญหาจากต้นทุนการเติบโตที่สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำ และภาพลวงของการเติบโต ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการสร้างคุณค่าระยะยาวกลับลดลงโดยเฉพาะในยุค AI ที่เทคโนโลยีสามารถเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะได้รับโอกาสและประโยชน์จากการเติบโตนั้นอย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดสรรทุน จากการมุ่งสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ไปสู่การลงทุนในศักยภาพมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านข้อความสำคัญของงาน Where capital flows determines where the economy goes. หรือทิศทางการไหลของทุนเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ โดยนายปิยะชาติชวนให้หันกลับมาทบทวนการจัดสรรทุนในปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มุ่งสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวพร้อมเชื่อมโยงการสนทนา ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ทุนเพื่อความมั่นคง (Capital for Security) ทุนเพื่อการพัฒนาคน (Capital for People) ทุนเพื่อการเติบโต (Capital for Growth) ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Capital for Transition) และทุนเพื่อสร้างความสามารถในการรับมือวิกฤต (Capital for Resilience) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องยกระดับจุดแข็งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีการผลิต สุขภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการลงทุนที่สร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ประชาชน
ด้าน Secretary-General Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เน้นย้ำในช่วงปาฐกถาเปิดงานว่า ความพร้อมรับอนาคตต้องอาศัยการดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมผลิตภาพ การแข่งขัน การพัฒนาทักษะ และความเข้มแข็งของสถาบัน พร้อมชี้ว่ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจและคุณภาพการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานประสานงานสหประชาชาติสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้กล่าวสุนทรพจน์พิเศษ โดยเน้นย้ำว่าการเตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมรับอนาคตต้องเริ่มจากการลงทุนในศักยภาพมนุษย์ ทั้งการศึกษา ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมชี้ว่าการลงทุนในคนจำเป็นต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึง เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
การเสวนาตลอดทั้งวันได้สะท้อนประเด็นสำคัญผ่านทุนทั้ง 5 ด้าน โดยเริ่มจาก ทุนเพื่อความมั่นคง (Capital for Security) การเสวนาชี้ว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองทั้งหมด แต่คือ การสร้างขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์และกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศที่หลากหลาย เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
ทุนเพื่อการพัฒนาคน (Capital for People) การเสวนาเน้นย้ำว่า การลงทุนในคนต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนพัฒนาศักยภาพและมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้จริง ผ่านการฟื้นฟูลูกหนี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการเงิน การพัฒนาทักษะและการสร้างอาชีพ รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ทุนเพื่อการเติบโต (Capital for Growth) การเสวนาชวนทบทวนความหมายของการเติบโตที่ดี ซึ่งไม่ควรวัดเพียง GDP หรือผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องพิจารณาผลิตภาพ งานที่มีคุณภาพ รายได้ และโอกาสของประชาชน พร้อมเน้นความสำคัญของการลงทุนระยะยาว การยกระดับผู้ประกอบการ และการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและทั่วถึง
ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Capital for Transition) การเสวนาสะท้อนว่า อุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูง ความเสี่ยง และการขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้เงินทุนไหลไปสู่โครงการและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
ทุนเพื่อสร้างความสามารถในการรับมือวิกฤต (Capital for Resilience) การเสวนาชี้ว่า ประเทศและภาคธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือวิกฤตไปสู่การลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า ผ่านการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เศรษฐกิจรับมือและปรับตัวต่อความไม่แน่นอนได้
ในช่วงท้ายของงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมสนทนากับ ปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist แห่ง BiOST ในหัวข้อ “Why Human-driven Economy Matters” โดยสะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์ยังต้องเป็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนา ขณะที่การลงทุนจะสร้างประโยชน์ในวงกว้างได้ก็ต่อเมื่อมีกลไกที่ช่วยเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาสสำหรับประชาชน
FUTURE-READY ECONOMY 2026 ตอกย้ำว่า อนาคตเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบและจัดสรรทุนให้สามารถสร้างขีดความสามารถของคน องค์กร และประเทศ เพื่อเปลี่ยนการเติบโตในวันนี้ให้เป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่มั่นคง มีคุณภาพ และพร้อมรับอนาคตอย่างยั่งยืน