ฮูตีเปิดจุดอ่อนซาอุดีฯ สะเทือนเชื่อมั่น Vision 2030
กลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังให้คำมั่นที่จะโจมตีพุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบียอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกันงบประมาณป้องกันประเทศก้อนใหญ่ของซาอุดีฯไม่ได้ป้องกันการถูกเจาะทะลวง กระทบต่อความเชื่อมั่นวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ (Vision 2030)
สถานการณ์ตึงเครียดในซาอุดีอาระเบียยกระดับ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐสั่งให้เจ้าหน้าที่การทูตและสมาชิกในครอบครัวบางส่วนเดินทางออกจากสถานทูตและสถานกงสุลในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังมีแผนจะถอนสมาชิกในครอบครัวออกจากสถานทูตและสถานกงสุลอื่นๆ ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ด้วย
หลังจากคำสั่งให้เดินทางออก หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียรายงานเหตุโจมตีสนามบินนานาชาติคิงฟาห์ดในดัมมาม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บอีก 8 คน ก่อนหน้านี้ มีผู้เสียชีวิต 2 รายหลังจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียสกัดกั้นโดรนที่พยายามโจมตีโรงงานแห่งหนึ่งในแหล่งน้ำมันชะย์บาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก
ก่อนหน้านี้ เมื่อ 13 ตุลาคม กลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์นี้โจมตีสำนักงานใหญ่ซาอุดีอารัมโก บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในเมืองดาห์รัน ทำให้หลายชั้นในตึกสำนักงานใหญ่แห่งนี้เสียหายอย่างหนัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมและสั่งการงานอย่างแผนก the Oil Supply Planning and Scheduling และยังเป็นฮับหลักสำหรับผู้บริหาร ตลอดจนแผนกกฎหมายและการเงินด้วย กระทรวงพลังงานซาอุดีฯ แถลงความคืบหน้าภายหลังเกิดเหตุระบุว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนอัมรัมโก ไม่แสดงความคิดเห็น
พลตรียะห์ยา ซารี โฆษกกลุ่มฮูตี กล่าวในโพสต์บน X ว่า กลุ่มฮูตีโจมตีเป้าหมายสำนักงานใหญ่อารัมโก สนามบินริยาด และโรงกลั่นอารัมโกในกรุงริยาด อีกทั้งเตือนว่า จะยังคงโจมตีสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานลึกเข้าไปในแผ่นดินซาอุดีฯและเรียกร้องให้บริษัทชิปปิ้งระดับโลก พลเมืองและพนักงานในพื้นที่ดังกล่าวอพยพด้วยอ้างว่า สถานที่เหล่านี้เป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม
การโจมตีของฮูตีเกิดขึ้นในระหว่างงาน World Petroleum Congress ในกรุงริยาด เป็นงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานที่ซีอีโอบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ Siemens Energy, Baker Hughes และ SLB มีกำหนดการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์และจุดยืน
ขณะเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าบริษัทน้ำมันรวมถึง ExxonMobil,Chevron,Shell, BP และ TotalEnergies ถอนตัวจากงาน เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยเลวร้ายลง
ก่อนหน้านี้ กองกำลังผสมพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีฯระบุว่า ได้โจมตีคลังน้ำมันอัลซาบาฮาของบริษัทปิโตรเลียมแห่งประเทศเยเมน (Yemen Petroleum Company) ที่บริเวณตะเข็บเมืองซานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยเมนที่ปกครองโดยกลุ่มกบฏฮูตี โดยซาอุดีฯกล่าวหาว่าใช้พื้นที่พลเรือนเพื่อจุดประสงค์ด้านทหาร และพร้อมกันนี้ได้ขอให้พลเรือนอพยพก่อนแล้ว
ฮูตีโจมตีสนามบินต่างๆของซาอุดีฯหลายครั้ง เมื่อ 10 ตุลาคมโจมตีสนามบินนานาชาติคิง คาลิดในกรุงริยาด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย นับเป็นยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีที่มากที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี ของประเทศ
ซาอุดีฯเข้าไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองเยเมนในปี 2015 ในความพยายามที่จะฟื้นคืนรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติรับรอง หลังจากกลุ่มกบฏฮูตียึดครองกรุงซานา การสู้รบดำเนินไปจนกระทั่งมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างซาอุดีฯและเยเมน แต่ภายหลังข้อตกลงสงบศึกนี้ล่มลงเมื่อฤดูร้อนนี้ ในห้วงความขัดแย้งสหรัฐกับอิหร่าน
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเลื่อนการจัดงานประชุมด้านการลงทุนที่เปรียบเสมือนอีเวนต์เรือธงของประเทศออกไปเป็นปีหน้า เนื่องจากเหตุโจมตีที่สร้างความสูญเสียในราชอาณาจักรในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
งาน Future Investment Initiative (FII) ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม เลื่อนไปจัดในปี 2027
งานประชุมดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แล้ว ได้กลายเป็นเวทีที่เหล่าบุคคลสำคัญในแวดวงการเงินระดับโลกต่างต้องเข้าร่วม โดยงานนี้ได้รับการขนานนามอย่างไม่เป็นทางการว่า “ดาวอสแห่งทะเลทราย” (Davos in the Desert) ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่จัดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ งานที่จัดประจำทุกปีนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นเวทีแสดงแผนการลงทุนอันทะเยอทะยานของซาอุดีอาระเบีย โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศ จากเดิมที่พึ่งพาไฮโดรคาร์บอน ไปสู่ภาคการท่องเที่ยว กีฬา และเทคโนโลยี
การทะลวงของฮูตีสะท้อนขีดจำกัดของคลังอาวุธมหาศาลของริยาด แม้ว่าราชอาณาจักรจะปกป้องตัวเองจากการยิงขีปนาวุธของอิหร่านในช่วงต้นของสงคราม แต่นักวิเคราะห์และผู้คนที่คุ้นเคยกับกองทัพซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า ซาอุดีฯกระเสือกกระสนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในกลยุทธ์และเทคโนโลยีของฮูตี เนื่องจากฮูตีได้เรียนรู้การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน
สต็อกเครื่องสกัดกั้นระดับภูมิภาคที่ใกล้หมดหลังจากใช้ไปกับการรับมืออิหร่านทําให้ความสามารถของราชอาณาจักรในการป้องกันอาณาเขตขนาดใหญ่มีความซับซ้อน
“ไม่มีการป้องกันที่สมบูรณ์แบบ ควรคาดหวังว่าจะเกิดรูรั่วไว้เสมอ” บิลาล วาน ซาบ (Bilal Y Saab) กรรมการผู้จัดการอาวุโสของ Trends US consultancy ในกรุงวอชิงตันและนักวิจัยที่ Chatham House think-tank กล่าว และระบุอีกว่า สนามบินควรจัดอยู่ในรายการโครงสร้างพื้นฐานสําคัญที่ต้องปกป้องด้วย นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
นี่เป็นสิ่งแรกและสําคัญที่สุดเกี่ยวกับกลยุทธ์ของฮูตีและความล้มเหลวของการประสานงานระบบป้องกันขีปนาวุธในส่วนของซาอุดิอาระเบีย
ราชอาณาจักรจัดสรรเงินคิดเป็นร้อยละ 6.5 ของ GDP สําหรับการใช้จ่ายทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ตามรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม
ตัวเลขดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 13 ในปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมส่งกองทัพพันธมิตรทางทหารเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติรับรองเพื่อช่วยสู่กับกลุ่มกบฏฮูตี
ซาอุดีอาระเบียได้หันไปหาพันธมิตรเพื่อขอความช่วยเหลือ ฝรั่งเศสกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะส่งทหาร เรดาร์ และระบบป้องกันเพื่อปกป้องสถานีน้ำมันยานบู (Yanbu) ในขณะที่สหราชอาณาจักรตกลงที่จะจัดหาเครื่องบินเติมน้ำมันอากาศอย่าง RAF Voyager เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการป้องกันประเทศของซาอุดิอาระเบียในเยเมน
การโจมตีซาอุดีอาระเบียทดสอบข้อตกลงการป้องกันประเทศฉบับใหม่ที่จัดทำขึ้นกับตุรกีและปากีสถาน หลังจากตกลงที่จะเริ่มใช้งานมาตรการยับยั้งร่วมกัน
แต่พันธมิตรด้านการป้องกันประเทศที่สําคัญที่สุดของซาอุดิอาระเบียอย่างสหรัฐ จนถึงตอนนี้ดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นที่น้อยกว่า ในขณะที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดโทร.หาโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเพื่อขอการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านกลุ่มติดอาวุธฮูตี ซึ่งท่าทีประธานาธิบดีสหรัฐที่ปรากฏต่อสาธารณะยังคลุมเครือว่าจะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่
“ตามปกติ สหรัฐปกป้องอํานาจที่อ่อนแอกว่าจากอํานาจที่แข็งแกร่งกว่า แต่ในอดีตมีน้อยครั้งที่สหรัฐปกป้องอํานาจที่แข็งแกร่งกว่าจากอํานาจที่อ่อนแอกว่า” จอน อัลเทอร์แมน (Jon Alterman) ประธานศูนย์เบรอซินสกี (Brzezinski) ด้านความมั่นคงระดับโลกและภูมิยุทธศาสตร์ที่สถาบันยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) กล่าว “ดังนั้นสหรัฐชี้ว่า หน้าที่นี้เป็นของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า (ซาอุดีฯ)”
แม้ซาอุดีอาระเบียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ทุ่มงบประมาณซื้ออาวุธมากที่สุดในโลก และมีระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง เช่น แพทริออตของสหรัฐ แต่เผชิญปัญหาการขาดแคลนลูกยิงสกัดกั้นและไม่สามารถป้องกันพื้นที่เป้าหมายทั้งหมดที่ถูกโจมตีได้ ส่งผลกระทบต่อวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ 2030 (Vision 2030) ที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวในการลดพึ่งพารายได้จากน้ำมัน เนื่องจากการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสนามบินของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มกบฏฮูตี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคง และขัดขวางเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจตามแผน Vision 2030 ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน
อ้างอิง :