“ม.สยาม” บุกตลาดวัยทำงาน เปิดคอร์สระยะสั้นปั้นผู้นำนวัตกรรม-
หนึ่งในเทรนด์การปรับตัวของหลายมหาวิทยาลัยคือการเปิดหลักสูตรระยะสั้น เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายจากผู้เรียนระดับปริญญาตรีมาสู่กลุ่มวัยทำงานที่ต้องการเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นทิศทางที่ “มหาวิทยาลัยสยาม” ดำเนินการมาสักระยะแล้วเช่นกัน ทั้งยังเห็นความชัดเจนมากขึ้นกับการจัดตั้ง “สถาบันวิทยาการเพื่อการแข่งขัน” โดยเปิดหลักสูตรผู้นำนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันในระดับโลก (Innovation Leadership for Global Competitiveness : ILG) ที่ผนึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา
“รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช” รองอธิการบดี ม.สยาม ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร ILG ให้มุมมองว่า สังคมมีการเปลี่ยนแปลงหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ส่งผลให้บทบาทของสถาบันการศึกษาไม่ใช่ผู้ให้ความรู้อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่จะต้องมีเรื่องของแนวคิดและการวิเคราะห์ ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ไทยเป็นสังคมแบบ multi generation ม.สยามจึงมีแนวคิดว่าวิสัยทัศน์ของสถาบันการศึกษาต้องเปลี่ยนไป คือรองรับบุคลากรที่มีความหลากหลาย พร้อมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในด้านการบริการวิชาการ และการ
วิจัย
“จึงเป็นที่มาของการเปิดสถาบันวิทยาการเพื่อการแข่งขัน และหลักสูตร ILG ซึ่งมุ่งเน้นสร้างผู้นำเชิงนวัตกรรม เพราะโจทย์สำคัญของผู้นำในยุค disruptive technology คือจะทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดและพัฒนาต่อไปได้”
กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการหาโมเดลใหม่ ๆ ที่จะสู้กับโลกอนาคต รวมถึงผู้บริหารรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต ซึ่งการผสมผสานผู้เรียนทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันถือว่ามีความลงตัว เพราะมีการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน และสามารถต่อยอดธุรกิจซึ่งกันและกันได้
หลักสูตรนี้จะพัฒนาผู้นำนวัตกรรมให้เกิดมุมมองใน 4 มิติ ได้แก่ change – ผู้นำที่กล้าและพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในการเปลี่ยนแปลงของโลก,freedom – ผู้นำที่ให้อิสระกับตัวเองและความคิด ร่วมสร้างศักยภาพเชิงการแข่งขันและนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้องค์กร, vision – ผู้นำทางความคิดที่มีวิสัยทัศน์ มีมุมมองใหม่ มุ่งมั่นสร้างสรรค์องค์กรสู่ความสำเร็จ และ idealism – ผู้นำนวัตกรรมที่สร้างเป้าหมายใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดสิ่งใหม่
“คอร์สของเราไม่ได้เน้นแต่ด้านวิชาการ แต่ยังมีการทำเวิร์กช็อปเพื่อให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ และได้มุมมองในการไปต่อยอด รวมถึงได้เครือข่ายผู้นำนวัตกรรม โดยอาจารย์ของเราที่ไปเทรนที่ ม.ฮาร์วาร์ดจะมาเป็นโค้ช พร้อมกับมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างประเทศอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ที่ประสบความสำเร็จในการทำ consulting มาเป็นผู้สอนด้วย”
“ความโดดเด่นของหลักสูตร ILG คือเน้น innovative thinking ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนสมัยใหม่ หรือการนำนวัตกรรม และสตาร์ตอัพเชื่อมโยงกับบริษัท เพื่อต่อสู้และแข่งขันกับโลกปัจจุบันที่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ตลอดเวลา อีกด้านคือ innovationleadership มองว่าผู้นำควรทำอย่างไรเพื่อให้องค์กรสามารถสู้กับการแข่งขันครั้งใหม่ได้ ซึ่งผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยกับนวัตกรรมใหม่ ๆ”
สำหรับค่าเรียนของหลักสูตรนี้อยู่ที่ 1.7 แสนบาท ระยะเวลาเรียนประมาณ 4 เดือน ตั้งเป้ารับผู้เรียนรุ่นละ 70 คน และอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 โดย “รศ.ดร.จอมพงศ์” บอกว่า การขยับกลุ่มเป้าหมายมาที่ผู้บริหารและองค์กร เพราะต้องการต่อยอดไปสู่การทำ corporate training ในเรื่อง corporate innovation ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ต้องการองค์ความรู้เหล่านี้เข้าไปพัฒนาองค์กรเช่นกัน
“อีกคอร์สที่เปิดไปแล้ว คือ ILF หรือ Innovation Leadership for Future Investment เป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนสมัยใหม่ หรือ digital assets ซึ่งเป็น exclusive course เพราะเราต้องการคนเฉพาะกลุ่ม และต่อยอดจาก ILG โดยรุ่นแรกมีผู้เข้าร่วม 20 กว่าคน และจะทำต่อเนื่อง”
“ส่วนหลักสูตรใหม่ ๆ ที่มองไว้จะเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมด้านสุขภาพ เพราะไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว อีกทั้งต้องการเป็น medical hub ซึ่ง ม.สยามมีความแข็งแกร่งทางด้านนี้ เพราะมีทั้งคณะแพทยศาสตร์, เภสัชศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์ ดังนั้น เราจึงมีความพร้อมอย่างยิ่งสำหรับหลักสูตรใหม่ที่จะเกิดขึ้น”
ทั้งนั้น นอกจากการเปิดหลักสูตรระยะสั้นที่เป็นธงนำของ ม.สยามแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ด้วยการเปลี่ยนอาจารย์ให้เป็นโค้ชนำร่องด้วยอาจารย์ 20 คนมาเป็น Siam idol coach ทำการปรับภาพลักษณ์การเรียน พร้อมผสมผสานเรื่องการแสดงและการเขียนสคริปต์เข้าไปในการสอนแบบใหม่
“คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา คือ อาจารย์จะอยู่ตรงไหน ซึ่งสิ่งที่ AI ไม่มีคือความเข้าใจ โค้ชหรืออาจารย์จึงต้องเรียนรู้ความต้องการของนักศึกษา แล้วสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงที่ดีเพราะนักศึกษารุ่นใหม่เกิดมาในยุคที่สามารถหาทุกอย่างได้เองจากเทคโนโลยี ดังนั้น ครูต้องปรับบทบาทมาใกล้ชิดกับนักศึกษามากขึ้น และให้คำแนะนำที่ดีกับพวกเขาไปตลอด”
“การปรับตัวของทุกมหาวิทยาลัยต้องมีแน่ เพราะถูก disrupt จากเทคโนโลยี ทำให้ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป สำหรับ ม.สยามไม่ได้มองผู้เรียนเหมือนเมื่อก่อนที่เน้นเฉพาะกลุ่มนักศึกษาอีกต่อไป แต่มองว่าจะรองรับกลุ่มเป้าหมายได้หลายรูปแบบอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานไปสักระยะและต้องการเปลี่ยนตัวเอง เพราะงานที่ทำอยู่ในอนาคตอาจไม่มีแล้ว หรือบางคนที่เข้าสู่วัยเกษียณแต่ยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ เพื่อไปทำงานอย่างอื่นได้อีก”
ดังนั้น การถูก disrupt จากปัจจัยต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นความท้าทายที่ทุกสถาบันการศึกษาต้องปรับตัว และหากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ย่อมหมายถึงโอกาสการเติบโตที่จะตามมาในอนาคต
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
