ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
ในวันที่อุตสาหกรรมโรงแรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จนทำให้โรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อยเริ่มดิ้นรนหาทางรอด
ท่ามกลางวิกฤตนี้ กลุ่มโรงแรม B2 จากเชียงใหม่ กลับเลือกใช้โอกาสในการสลับหมากธุรกิจ วางตำแหน่งและจุดขายเป็นโรงแรมราคาประหยัด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่วางตำแหน่งตลาดโรงแรมราคาประหยัดต่อเนื่องกว่า 18 ปี
“พิชัย จาวลา” ประธานกรรมการ จาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ผู้ก่อตั้งเครือโรงแรม B2 ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงเบื้องหลังโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์และการบริหารจัดการโรงแรม เปิดทางขยายเครือข่ายทั่วประเทศด้วยรูปแบบธุรกิจ Asset-Light ที่ลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์และการก่อหนี้ใหม่ รวมถึงแผนเร่งขยายแฟรนไชสเฉลี่ยปีละ 10 สาขา
เลือกอยู่บนความเป็นจริง
พิชัยกล่าวว่า แม้ในอดีต B2 เคยมีความคิดที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) เหมือนธุรกิจใหญ่อื่น ๆ แต่สุดท้ายตัดสินใจพับแผนด้วยเหตุผลสั้น ๆ คือ ต้องการอยู่บนความเป็นจริง เพราะการเติบโตของธุรกิจที่แท้จริงต้องขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินสด (Cash Flow) และผลกำไรที่จับต้องได้จริง B2 จึงหันมารุกโมเดล “แฟรนไชส์และการบริหารจัดการ”(Franchise & Hotel Management) เต็มรูปแบบ
“B2 กลายเป็นธุรกิจ Asset-Light ที่เบาแรงทางการเงิน และเป็นผู้เล่นรายเดียวในเซ็กเมนต์โรงแรม Budget ของไทยในตอนนี้ ที่ทำโมเดลแฟรนไชส์ได้สำเร็จจริง”
จุดเริ่มต้นของโมเดลแฟรนไชส์ B2 ได้เริ่มพัฒนาระบบและเซ็นสัญญาแฟรนไชส์สเกลทดลองไปเพียง 3-4 ราย ตั้งแต่ช่วง 5 ปีก่อนเกิดโควิด-19 ลองผิดลองถูกและซ้อมมือระบบบริหารจัดการส่วนกลาง
ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กลับเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อโรงแรมส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลง แต่โรงแรม B2 กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่อยู่รอดได้ และรักษากระแสเงินสดได้ บทพิสูจน์ในวิกฤตนี้เองที่กลายเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจ ทำให้ B2 ตัดสินใจเดินหน้าโปรโมตและรุกตลาดแฟรนไชส์อย่างจริงจังนับแต่นั้นมา
รายได้ทะยาน 800 ล้าน
พิชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีจำนวนเครือข่ายโรงแรมทะลุ 100 สาขา (แบ่งเป็นสาขาลงทุนเอง 51 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ที่เซ็นสัญญาแล้ว 57 สาขา โดยเปิดให้บริการแล้ว 31 สาขา และอยู่ระหว่างออกแบบ-ก่อสร้างอีก 26 สาขา) ขณะที่โรงแรมที่กลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ลงทุนเองจะหยุดอยู่ที่ 51 สาขาเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการแข่งกับลูกค้าแฟรนไชส์ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา B2 รักษาสถิติการขยายงานแบบ No Fail Case กล่าวคือไม่มีสาขาแฟรนไชส์ไหนที่ล้มเหลวจนต้องปิดตัวลงเลยแม้แต่แห่งเดียว
อย่างไรก็ตามการเบรกแผนเข้าตลาดหุ้นและยุติการลงทุนสร้างโรงแรมด้วยเงินตัวเองไว้ที่ 51 สาขา ไม่ได้หมายความว่าสเกลธุรกิจของ B2 จะชะลอตัวลง ในทางกลับกัน กลับกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ดันให้รายได้รวมของแบรนด์ B2 พุ่งขึ้นไปแตะราว 700-800 ล้านบาท/ปี ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยอัตราการเติบโตของรายได้จะโตไปตามสาขาที่เพิ่มขึ้น
พิชัยกล่าวอีกว่า การก้าวสู่นิวไฮเชิงรายได้ราว 800 ล้านบาท โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโตจากการสร้างอาคารใหม่ คือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าโมเดล Asset-Light ตอบโจทย์ยุคดอกเบี้ยแพง สำหรับรูปแบบ B2 แฟรนไชส์ ซึ่งนอกจากการเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าราว 3 ล้านบาทต่อสาขา ยังสร้างรายได้ต่อเนื่องจากค่าบริหารจัดการตามส่วนแบ่งรายได้ห้องพัก ซึ่งมาจากจุดแข็งของระบบบริหารจัดการส่วนกลางที่คอยดูแลระบบจองห้องพัก การตั้งราคา และบัญชีการเงินให้อย่างครบวงจร
ด้วยสถิติความสำเร็จสูงโดยไม่มีประวัติความล้มเหลว ส่งผลให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์รายเดิมหลายรายตัดสินใจลงทุนขยายสาขาที่ 2 และ 3 เพิ่มเติม โดยแบ่งกลุ่มผู้ซื้อออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มเจ้าของอาคารเก่าหรือโรงแรมเดิมที่ไม่อยากบริหารงานเอง และกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการทำธุรกิจโรงแรมแต่ไม่อยากลงมารับความเสี่ยงในการบริหารรายวัน
อัตราการเข้าพักพุ่ง 90%
“B2 มีอัตราการเข้าพักระดับสูงถึง 70-99% อย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงโลว์ซีซั่นและไฮซีซั่น” พิชัยย้ำว่านี่คือจุดแข็งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
เพราะในมุมการลงทุนโรงแรม B2 ใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 60-80 ล้านบาท/สาขา (ขนาด 70-80 ห้อง) แต่ทำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้สูงถึง 8-15% ต่อปี และมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยเพียง 7-10 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดึงดูดใจอย่างมากในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องมาตรฐานและแบรนด์อิมเมจ B2 ได้ใช้เกณฑ์การคัดกรองผู้ร่วมลงทุนอย่างเข้มงวด โดยมีอัตราการปฏิเสธผู้สมัครสูงถึง 60% ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ 1.ทำเลไม่ได้มาตรฐาน ศักยภาพพื้นที่ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย 2.จำนวนห้องพักน้อยเกินไป ถือเป็นการแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ (Fix Cost) เท่าเดิม ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนไม่ได้กำไรและไม่คุ้มค่า 3.การป้องกันปัญหาทำเลทับซ้อน แย่งลูกค้ากันเอง
เปิดวิธีครองใจลูกค้ายาวนาน
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ B2 ครองใจลูกค้ายาวนาน คือการยึดปรัชญา โรงแรมราคาถูก แต่มอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับ 3-4 ดาว ในราคาหลักร้อย โดยเลือกตัดสิ่งอำนวยความสะดวกเกินความจำเป็น เพื่อนำงบประมาณไปทุ่มให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการพักผ่อน นั่นคือเตียงนอนเกรดพรีเมี่ยม ความสะอาด ความปลอดภัย และระบบอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว
“เราเลือกทำเลที่เดินทางเข้าถึงง่าย มีที่จอดรถสะดวก เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่า อาทิ นักเดินทางเพื่อการทำงาน และสาย Road Trip เป็นต้น”
กระจายสู่เมืองรอง 10 สาขา/ปี
พิชัยฉายภาพทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยมองว่าเทรนด์จะเปลี่ยนผ่านจากการทำโรงแรมอิสระไปสู่การดึงระบบเชนและแฟรนไชส์เข้ามาช่วยมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนบริหารงานที่สูงขึ้น ทำให้โรงแรมขนาดเล็กอยู่รอดได้ยาก ขณะเดียวกันตลาดจะเร่งกระจายตัวเข้าสู่ เมืองรอง
และศูนย์กลางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เพื่อรองรับกลุ่มนักเดินทางที่เน้นความคุ้มค่า
“ประเมินว่าศักยภาพโมเดลแฟรนไชส์ยังเติบโตได้อีกอย่างน้อย 10 เท่า ปัจจุบัน B2 ขยายสาขาแฟรนไชส์ใหม่เฉลี่ยปีละ 10 สาขา และอนาคตใน 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าขยายแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 20 สาขา/ปี”