‘ค่าธรรมเนียม’ แพลตฟอร์มสูงแค่ไหนถึงเรียกว่าไม่เป็นธรรม ?
จากบทความก่อนที่ชวนมองว่า การแข่งขันในตลาดดิจิทัลไม่ได้วัดกันเพียงรายได้หรือส่วนแบ่งตลาดแต่ต้องมองไปถึงว่าใครเป็นผู้กำหนดกติกาในการเข้าถึงลูกค้า การมองเห็นสินค้า หรือเงื่อนไขในการขาย คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
เมื่อแพลตฟอร์มมีบทบาทเป็น “ผู้กำหนดกติกา” แล้ว “ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจควรสูงแค่ไหน”
คำถามนี้หากต้องตอบในมุมมองด้านการแข่งขันทางการค้าอาจตอบได้ยากกว่ามุมมองทางธุรกิจทั่วไป เพราะ “ค่าธรรมเนียมสูง” ในทางธุรกิจอาจไม่ได้แปลว่า “ค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม” ในทางการแข่งขันโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ปัญหาของความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าไม่ว่าค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
จะสูงขึ้นเพียงใดแพลตฟอร์มยังคงสามารถจำกัดทางเลือกของคู่ค้าในการปฏิเสธหรือย้ายไปใช้ช่องทางการขายอื่นได้หรือไม่ (Lock-in Effect)
แล้วตัวเลขค่าธรรมเนียม 10% 20% หรือ 30% ถือว่าสูงหรือยัง…
ในทางปฏิบัติ เรามักต้องการคำตอบเป็นตัวเลขที่ชัดเจน เช่น ค่าธรรมเนียมเกิน 10% 20% หรือ 30% ควรถือว่าไม่เป็นธรรมหรือไม่
แต่ภายใต้กลไกกฎหมายแข่งขันทางการค้าในหลายประเทศไม่ได้กำหนดตัวเลขที่ชัดเจนไว้เช่นนั้น เหตุผลสำคัญ คือ “ความเป็นธรรม” ของราคาไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ระดับราคาแต่ต้องดูทั้งต้นทุน มูลค่าของบริการ สภาพการแข่งขัน อำนาจตลาด และทางเลือกของคู่ค้า โดยแนวคิดเรื่องราคาสูงเกินสมควร (Excessive Pricing) ในกฎหมายแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป ได้มีแนวคิดในการพิจารณาราคาสูงเกินสมควรว่าจะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนกับราคาที่เรียกเก็บหากส่วนต่างสูงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยังต้องพิจารณาต่อว่าราคานั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่เมื่อเทียบกับบริการที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ดังนั้น
ในบางกรณีแม้ค่าธรรมเนียมจะสูงแต่ก็ยังไม่ควรสรุปว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นธรรมหรือมีเป็นการเอาเปรียบกันในทางธุรกิจ
ในทางกลับกันค่าธรรมเนียมที่ต่ำก็อาจสร้างปัญหาในการแข่งขันได้ หากคู่ค้าไม่มีทางเลือกโดยต้องยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมหรือถูกผูกกับบริการอื่นจนต้นทุนรวมสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาจมีแนวทางการพิจารณา ดังนี้

ภาพประกอบ: กรอบคิดเชิงแนวคิดเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขหรือเพดานค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย
สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่ “ค่าธรรมเนียมเดียว”
นี่เป็นจุดที่ตลาดแพลตฟอร์มแตกต่างจากตลาดทั่วไป ต้นทุนของผู้ขายอาจไม่ได้อยู่ในรูป Commission Fee
เช่นนี้ “ต้นทุนทั้งหมดที่คู่ค้าต้องจ่ายเพื่อเข้าถึงตลาดและแข่งขันได้จริง (Total Cost of Access)” จึงควรเป็นเหตุผล
ในการกำกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มโดยไม่ควรเริ่มและจบที่คำถามว่า “ควรกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมเท่าไร” แต่ควรถามว่า ต้นทุนใดเป็นราคาสำหรับบริการที่มีมูลค่าจริง และต้นทุนใดเกิดจากอำนาจในการกำหนดกติกาที่คู่ค้าไม่สามารถต่อรองได้
แพลตฟอร์มควรต้องแยก “ค่าบริการ” ออกจาก “ค่าใช้สิทธิผ่านประตู”
หากแพลตฟอร์มช่วยให้คู่ค้าเข้าถึงลูกค้าใหม่ มีระบบชำระเงินที่ปลอดภัย มีเครื่องมือวิเคราะห์ยอดขาย หรือจัดการโลจิสติกส์ได้ดีขึ้น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับบริการเหล่านี้ย่อมมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ แต่เหตุผลจะเปลี่ยนไปหากคู่ค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเพียงเพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงลูกค้าที่ตนเองมีอยู่แล้ว หรือจำเป็นต้องซื้อบริการอื่นเพื่อไม่ให้สูญเสียการมองเห็น (Visibility) หรือไม่ให้เสียโอกาสเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขาย ตรงนี้เส้นแบ่งระหว่าง “Price for service” กับ “Price for access” เริ่มมีความสำคัญ เนื่องจาก ในตลาดที่แพลตฟอร์มมีบทบาท
เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมการเข้าออกหรือผู้กำหนดกติกา คู่ค้าอาจไม่ได้ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงเพื่อรับบริการแต่กำลังยอมจ่ายเพื่อให้ตนเองยังอยู่ในพื้นที่ของแพลตฟอร์มได้ และยิ่งแพลตฟอร์มมีความสำคัญต่อยอดขายมากทางเลือกของคู่ค้าก็ยิ่งลดลง
แล้วในบริบทของกฎหมายแข่งขันทางการค้าไทยในเรื่องค่าธรรมเนียมกำหนดไว้เป็นอย่างไร
ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หากผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจเหนือตลาด การกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอาจต้องพิจารณาภายใต้มาตรา 50 โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องขอบเขตตลาด โครงสร้างต้นทุนโครงสร้างราคาของธุรกิจ ผลกระทบต่อการแข่งขันประกอบกัน
ขณะเดียวกันในมาตรา 57 ยังเป็นอีกฐานหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการค้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เงื่อนไขประกอบ วิธีเรียกเก็บ หรือการใช้อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ด้วย
ดังนั้น การพิจารณาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในบริบทไทยจึงควรหลีกเลี่ยงการตั้งสมมติฐานว่า
“สูง = ผิด” และควรมองทั้งโครงสร้างตลาด ประโยชน์ตอบแทน และความสามารถของคู่ค้าในการเลือกหรือปฏิเสธเงื่อนไขด้วย
ดังนั้น หากต้องตอบคำถามว่าค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มสูงแค่ไหนถึงเรียกว่าไม่เป็นธรรม คำตอบอาจไม่ใช่ 10%, 20% หรือ 30% แต่ควรพิจารณาอย่างน้อย 4 เรื่องพร้อมกัน
- คู่ค้ามีทางเลือกอื่นที่สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่
- ค่าธรรมเนียมสัมพันธ์กับต้นทุนและมูลค่าของบริการมากน้อยเพียงใด
- ค่าธรรมเนียมหนึ่งเชื่อมโยงกับค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขอื่นจนทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นหรือไม่
- แพลตฟอร์มกำลังแข่งขันด้วยบริการที่ดีกว่าหรือกำลังใช้ความสามารถในการควบคุมการเข้าถึงตลาดเพื่อดึงมูลค่าจาก คู่ค้ามากขึ้น
ท้ายที่สุด คำถามที่สำคัญลำดับแรกในเรื่องค่าธรรมเนียม อาจต้องย้อนกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงสำคัญว่าหากตลาดยังคงแข่งขันกันได้ค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปย่อมเปิดโอกาสให้คู่แข่งรายอื่นสามารถเข้ามาเสนอเงื่อนไขค่าธรรมเนียมที่ดีกว่าได้ แต่หากคู่ค้ารู้สึกว่าค่าธรรมเนียมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่สามารถเปลี่ยนหรือมีทางเลือกอื่นเพื่อออกจากแพลตฟอร์มนั้น อาจเป็นสัญญาณว่า ปัญหาที่แท้จริงของการแข่งขันอาจไม่ใช่อยู่ที่ระดับอัตราค่าธรรมเนียม แต่คือโครงสร้างของตลาดที่ทำให้คู่ค้าไม่มีทางเลือกเพียงพอ
ซึ่งจุดนี้เองที่บทสนทนาในคำถามเรื่อง “ค่าธรรมเนียม” ควรถูกยกระดับจากคำถามเรื่องการกำหนดอัตราราคาไปสู่คำถามเรื่องโครงสร้างการแข่งขันทางการค้า เพราะค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม อาจไม่ได้เริ่มจากตัวเลขที่สูงเกินไป แต่อาจเริ่มจากวันที่คู่ค้าไม่มีทางเลือกมากพอที่จะปฏิเสธหรือยอมจ่ายตามตัวเลขที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น
_______________________
ผู้เขียน
– คม วชิรวราการ
ทนายความหุ้นส่วนและหัวหน้าแผนกกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
[email protected]
– ปิยาพัชร ทับอินทร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
[email protected]
– ชื่นกมล วิริยะ
ทนายความ
[email protected]
เกี่ยวกับเรา (Kudun and Partners)
กลุ่มงานกฎหมายการแข่งขันทางการค้า (C-AT Practice)
กลุ่มปฏิบัติงานด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของบริษัท กุดั่น แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ให้คำปรึกษาแก่บริษัทชั้นนำ บริษัทข้ามชาติ และผู้ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ครอบคลุมการปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า การควบรวมธุรกิจ และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์การแข่งขัน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อมอบแนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า
ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer)
- บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะเจาะจง หากท่านต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า สามารถติดต่อทีม Competition & Anti-trust (C-AT) Practice ของ Kudun & Partners ได้โดยตรง