ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
ทุกปีมีเด็กไทยจำนวนมากเติบโตมา ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็นจากในเมือง ตั้งแต่โรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีครูเพียงสองคนต่อนักเรียนหลักสิบหลักร้อย จนถึง “ภัยออนไลน์” ที่เข้าถึงเด็กได้ง่าย แม้อยู่ในบ้านของตัวเอง
“รสลิน โกแวร์” ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เผยยุทธศาสตร์ 5 ปีขององค์กร และประกาศแนวทางรับมือโจทย์ใหม่กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โจทย์ที่องค์กรเพื่อสังคมทั่วโลกกำลังเผชิญคือ จะทำงานให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือมากขึ้นได้อย่างไร ในวันที่ทรัพยากรลดลง
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำงานด้านการพัฒนาเด็ก ปัจจุบันมีพนักงานทั่วประเทศ 380-400 คน ขึ้นลงตามโครงการและแหล่งทุนที่ได้รับในแต่ละปี
ยุทธศาสตร์จะครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา “รสลิน” ชี้ว่า เด็กไทยเข้าถึงโรงเรียนได้มากแล้วจากนโยบายเรียนฟรี แต่คุณภาพยังต่างกันมาก ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก ภัยที่เป็นความรุนแรงทางกายยังมีอยู่ แต่ภัยออนไลน์เข้าถึงเด็กทุกคนทุกที่แล้ว “รสลิน” ใช้คำว่า การล่อลวง แทนการหลอกลวง เพราะเด็กยินยอมไปด้วยตัวเอง ภายใต้สิ่งจูงใจที่ตรงความต้องการของวัย และผู้กระทำก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าเสมอไป อาจเป็นผู้ใหญ่ที่แฝงตัว หรือแม้แต่เด็กด้วยกันเอง เด็กที่ตกเป็นเหยื่อมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งเธอไม่ต้องการลงรายละเอียดของคดีให้เด็กถูกซ้ำเติม

ด้านสุขภาพ ปัญหาโภชนาการยังมีในบางพื้นที่ ภาวะน้ำหนักเกินมีเพิ่มขึ้น ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญมากสุดในขณะนี้คือ “สุขภาพจิต” เด็กจำนวนไม่น้อยเครียดและวิตกกังวล บางคนถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเอง จากความผิดหวังที่ผู้ใหญ่มองว่าเล็กน้อย
สุดท้ายคือด้านสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม และแผ่นดินไหว ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น มูลนิธิจึงทำทั้งงานลดความเสี่ยงระดับชุมชนและโรงเรียน รวมถึงงานตอบสนองเมื่อเกิดภัย
“จุดเริ่มต้นของงานพัฒนาเด็กตามแนวทางของมูลนิธิคือ การสร้างพลังจากภายใน ผลสำรวจพบว่า เด็ก 3 ใน 4 คนรู้สึกว่า อนาคตไม่มีความหวัง จึงไม่ต้องก้าวไปถึงอะไร การออกจากระบบการศึกษาก็ตามมาได้ง่าย มูลนิธิจึงเริ่มสร้างความหวังให้เด็ก ครอบครัว และชุมชน พร้อมพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของเด็กแต่ละคน”
ถอดรหัสความเปราะบาง
ข้อมูลระดับประเทศที่มูลนิธิอ้างอิงล่าสุดเป็นข้อมูลปี 2565 วัดความยากจนใน 4 มิติคือ การศึกษา สุขภาพ ความเป็นอยู่ และสวัสดิภาพ พบว่าเด็กที่อยู่ในภาวะเปราะบางมีสัดส่วน 30% เธอเน้นว่า ตัวเลขนี้ขึ้นกับนิยาม วิธีสำรวจ และข้อมูลที่ใช้ได้แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะการสำรวจทั่วประเทศใช้ทรัพยากรสูงมาก
“ความเปราะบางไม่ได้จำกัดอยู่ที่เด็กยากจนหรือเด็กชายขอบ เด็กในเมืองที่ครอบครัวมีรายได้ก็เปราะบางได้ เช่น ใช้อินเทอร์เน็ตมากเกิน จนกระทบการเรียนรู้ หรือภาวะน้ำหนักเกิน”
ในมุมการบริหารองค์กร โมเดลหลักของมูลนิธิคือ การอุปการะเด็กด้วยการบริจาครายเดือน 700 บาทต่อเดือนซึ่งยังดำเนินอยู่ แต่ช่วง 2-3 ปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลง เช่น บริจาครายเดือนในวงเงินต่ำกว่าคือ 400 บาท และบริจาคครั้งเดียว
ฐานผู้บริจาครายบุคคล ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อยากช่วยเด็ก ซึ่งผู้บริจาคกลุ่มเดิมที่ช่วยมูลนิธิมานานเริ่มเกษียณ ขณะที่ผู้บริจาครุ่นใหม่อายุราว 35 ปีเริ่มเข้ามา
ส่วนภาคธุรกิจ การสนับสนุนอยู่ในรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ ระบุกิจกรรมและผลลัพธ์ที่ต้องการ ธุรกิจจะเลือกสนับสนุนด้านที่สอดคล้องกับธุรกิจตัวเอง อาทิ ธุรกิจประกันให้ความสำคัญกับสุขภาพ ภาคธุรกิจหลากหลายจะสนับสนุนเรื่องภัยพิบัติ มูลนิธิร่วมงานกับภาคธุรกิจ 10-20 หน่วยงานในแต่ละช่วง รวมถึงองค์กรขนาดเล็กอีกหลายแห่ง
“ความท้าทายในขณะนี้คือ ทรัพยากรที่ลดลง เศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ทำให้เงินบริจาคลดลงทั้งในและต่างประเทศ แต่ผลลัพธ์ที่ต้องส่งถึงเด็กไม่ควรลดตาม”
มูลนิธิตอบโจทย์นี้ด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ โฟกัสพื้นที่ ปัจจุบันมูลนิธิทำงานใน 30 จังหวัด และมีแนวโน้มลดจำนวนลง เพื่อไปอยู่ในจังหวัดที่เปราะบางสูงตามข้อมูลที่วิเคราะห์ ส่วนใหญ่เป็นแนวชายแดน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน นครศรีธรรมราช นราธิวาส กาญจนบุรี จันทบุรี ส่วนภาคอีสานยังไม่มีการยืนยัน รายชื่อทั้งหมดอยู่ระหว่างประมวลผล
ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล มูลนิธิใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลัก เพื่อวัดและประเมินผลให้เร็วขึ้น ปรับแผนงานให้ทันสมัย ในช่วงภัยพิบัติช่วยประเมินพื้นที่เสี่ยง จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็ว และสร้างพลังเครือข่าย
“องค์กรเดียวทำทุกอย่างไม่ได้ ต้องร่วมกับภาครัฐ เอกชน ชุมชน และครอบครัว สูตร 1+1 ต้องมากกว่า 2”

เป้า 4 ล้านคนปี’73
ตัวชี้วัดใหญ่ของแผนยั่งยืนคือ เข้าถึงเด็กให้ได้ 4 ล้านคนภายในปี 2573 จากงานผลักดันนโยบายด้วย เพราะนโยบายรัฐดีมากหลายเรื่อง แต่เมื่อถึงภาคปฏิบัติ พื้นที่เปราะบางพวกชายขอบมักไม่ได้รับผล มูลนิธิจึงทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ และผลักดันร่วมกับภาคีเครือข่ายให้นโยบายใช้ได้จริงและเข้าถึงโดยแท้
ปี 2569 มูลนิธิเข้าถึงเด็กผ่านโปรแกรมในพื้นที่ 4-5 แสนคน ซึ่งยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยพิบัติที่ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ส่วนด้านนโยบายประเมินเบื้องต้นประเมินว่าถึงหลักล้านคน แต่ยังไม่มีบันทึกเป็นทางการ
ถามถึงภัยออนไลน์และอัลกอริทึ่มของแพลตฟอร์ม รสลินยอมรับว่า มูลนิธิยังควบคุมสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ที่ทำได้คือเสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กและสภาพแวดล้อม ทั้งให้ความรู้เด็กโตเรื่องความเสี่ยงออนไลน์ อบรมผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นปู่ย่าตายายที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน และการสร้างกลไกรายงานเหตุในชุมชน โรงเรียน เพื่อให้รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุควรติดต่อหน่วยงานใด
“เด็กยุคใหม่เข้าถึงความสำเร็จได้รวดเร็วผ่านโซเชียล เราควรมีกิจกรรมที่พาเด็กออกจากหน้าจอไปสัมผัสโลกจริงบ้าง”
เพราะเด็กที่โตมาในความขาดแคลน เมื่อไปเจอสังคมเหลื่อมล้ำ อาจถูกชักจูงได้ง่าย เราต้องช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม ไม่ใช่แค่ให้ทุนการศึกษา