ส่งออกข้าวไทยฉายแววปัญหา ห่วงความสามารถลด-โดนกัมพูชาแย่งตลาด
อุตสาหกรรมการส่งออกข้าวไทยมีปัจจัยความท้าทายที่ต้องเร่งขบคิดแก้ไข คือ โครงสร้างการแข่งขันของข้าวหอมมะลิที่เริ่มเปลี่ยนแปลง หลังคู่แข่งอย่างกัมพูชาขยายการส่งออกข้าวหอมเข้าสู่ตลาดเดิมของไทยมากขึ้น เป็นความเสี่ยงที่ไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดพรีเมี่ยมต่อเนื่อง และย้อนกลับมากดดันราคาข้าวของเกษตรกรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากข้อมูลภาวะการผลิตและการค้าข้าวนาปี ปีการเพาะปลูก 2569/70 เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2569 ไทยส่งออกข้าวทุกชนิด 4.987 ล้านตัน ลดลง 19.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าส่งออก 94,945 ล้านบาท ลดลง 19.5% โดยข้าวหอมมะลิส่งออก 956,492 ตัน ลดลง 7.4% ข้าวหอมไทยลดลง 10.5% ข้าวขาวลดลง 9.7% และข้าวนึ่งลดลง 32% ขณะที่ตัวเลขขออนุญาตส่งออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-27 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ 5.536 ล้านตัน ลดลง 15% และเฉพาะวันที่ 1-27 ตุลาคม 2569 มีปริมาณขออนุญาตส่งออก 549,609 ตัน ลดลง 21% จากเดือนตุลาคมปีก่อน
กัมพูชาพัฒนา-ราคาถูกกว่า
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลขการส่งออกลด คือ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งในช่วงต้นฤดูปีนี้ราคายังอยู่ในระดับสูงมาก หากผู้ส่งออกซื้อข้าวจากโรงสีในระดับราคาปัจจุบัน ต้นทุนส่งออกข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ประมาณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมใหม่ของกัมพูชาเสนอขายอยู่ประมาณ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้มีส่วนต่างสูงถึง 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อดีตข้าวหอมกัมพูชาขายต่ำกว่าไทยประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น ขณะที่คุณภาพข้าวหอมกัมพูชาก็ไม่ได้อยู่ห่างจากไทยเหมือนอดีต เพราะมีการปรับปรุงโรงสีและมีการลงทุนมากขึ้น ข้าว “ผกาลำดวน” ของกัมพูชาอยู่ในกลุ่มข้าวหอมที่ลูกค้ามองว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย

“ราคาเมื่อก่อนต่างกันประมาณ 50 เหรียญ ลูกค้ายังซื้อไทยได้ แต่วันนี้ถ้าราคาต่างกันหลายร้อยเหรียญ ลูกค้าก็ต้องคิด เพราะเขาทำกำไรได้มากกว่าถ้าไปซื้อข้าวกัมพูชา”
ฮ่องกงเริ่มเห็นส่วนแบ่งไทยหด
นายชูเกียรติกล่าวว่า สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเริ่มเห็นในตลาดสำคัญ โดยเฉพาะฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมเดิมของไทย ข้อมูลส่งออกข้าวไทยระบุ ช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2569 ฮ่องกงนำเข้าข้าวรวม 186,800 ตัน ลดลงเพียง 1.7% แต่ส่วนแบ่งของไทยลดจาก 56.4% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 เหลือ 52.2% ตรงกันข้าม กัมพูชามีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 6.8% เป็น 12.7% โดยปริมาณเพิ่มจาก 13,000 ตัน เป็น 23,700 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 82.3% หากไม่สามารถแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันได้ ตลาดข้าวหอมของไทยมีความเสี่ยงถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งประมาณปีละ 10% นอกจากฮ่องกงแล้วตลาดที่เริ่มเห็นแรงกดดันยังรวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่แม้ปัจจุบันกัมพูชายังมีฐานส่งออกไม่สูง แต่ปริมาณมีโอกาสขยับจากหลักหมื่นเป็นหลักแสนได้
“ตลาดใหญ่ของเราคืออเมริกา ตอนนี้กัมพูชายังเป็นหลักหมื่น แต่หลักหมื่นจะค่อย ๆ กลายเป็นหลักแสน สิ่งที่เขาขึ้นหมายความว่าเราลง”
ข้าวขาวไทยก็แพงกว่าคู่แข่ง
นายชูเกียรติกล่าวว่า ปัญหาราคาไม่ได้จำกัดเฉพาะข้าวหอมมะลิ ข้าวขาวไทยก็มีส่วนต่างกับคู่แข่งค่อนข้างสูง ราคาที่ไทยต้องเสนอขายอยู่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่เวียดนามประมาณ 420 ดอลลาร์ ปากีสถานประมาณ 415 ดอลลาร์ และอินเดียประมาณ 385 ดอลลาร์ ส่วนต่างราคาดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีข้อจำกัด และผู้ซื้อให้ความสำคัญกับราคามากขึ้น โดยข้อมูลส่งออก 9 เดือนแรกสะท้อนภาพเดียวกัน โดยข้าวขาวไทยส่งออกลดลง 9.7% ส่วนข้าวนึ่งลดลงถึง 32%
ตลาดข้าวหอมหายปีละ 10%
นายชูเกียรติมองว่า ความเสี่ยงที่ต้องระวังไม่ได้อยู่ที่ปี 2569 เพียงปีเดียวแต่เป็นภาพอีกหลายปีข้างหน้า หากข้าวหอมไทยยังมีราคาแพงกว่าคู่แข่งต่อเนื่อง ขณะที่คู่แข่งพัฒนาคุณภาพและระบบส่งออกขึ้นมา ตลาดไทยอาจถูกแย่งไปปีละประมาณ 10% โดยเฉพาะข้าวหอมกัมพูชา ซึ่งมองว่าน่ากังวลมากกว่าเวียดนาม เพราะอยู่ในตลาดใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทยโดยตรง
ตลาดที่ไทยสูญเสียหรือเริ่มเห็นส่วนแบ่งลดลงแล้ว ได้แก่ จีน ฮ่องกง สหรัฐ และยุโรป โดยในกรณียุโรป ไทยยังมีข้อเสียเปรียบด้านต้นทุนภาษีเมื่อเทียบกับกัมพูชา สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ แก้โครงสร้างต้นทุน โดยนายชูเกียรติเห็นว่า เกษตรกรไทยมีต้นทุนสูงเพราะใช้การจ้างในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่หว่าน ใส่ปุ๋ย ไปจนถึงเก็บเกี่ยว แตกต่างจากคู่แข่งบางประเทศที่เกษตรกรทำงานด้วยตนเองมากกว่า หนึ่งในทางออกที่มองว่ายังสามารถดำเนินการได้คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น เพื่อใช้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาชดเชยต้นทุนที่สูง แต่ที่ผ่านมาเรื่องดังกล่าวยังเดินหน้าได้ค่อนข้างช้า
ส่งออกลดแต่ข้าวใน ปท.ตึงตัว
ด้าน นายวันนิวัต กิติเรียงลาภ รองประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด และรองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า จากการหารือกับเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17-18 จังหวัด ภาพในปีนี้คือ ราคาข้าวโดยรวมดีกว่าปีก่อน แต่ในอีกด้านเกษตรกรต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่ารถเกี่ยวข้าว ปุ๋ย และค่าใช้จ่ายอื่นในการผลิต ขณะที่ปัญหาระยะยาวที่เกษตรกรอีสานสะท้อนมากคือ “แหล่งน้ำ” ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการผลิต
นายวันนิวัตตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของสถานการณ์ปีนี้ว่า แม้การส่งออกข้าวโดยรวมลดลง แต่ผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันกันซื้อข้าว และราคาภายในกลับเพิ่มขึ้น ตัวเลข 9 เดือนแรกระบุว่า การส่งออกข้าวทุกชนิดเหลือ 4.987 ล้านตัน ลดลง 19.3% ขณะที่การส่งออกข้าวหลายประเภทลดลงพร้อมกัน หากนำตัวเลขส่งออกมาประเมินทั้งปีที่ประมาณ 6.8 ล้านตัน เทียบกับปี 2568 ที่ 8.3 ล้านตัน จะเท่ากับปริมาณข้าวสารที่ส่งออกลดลง 1.5-1.6 ล้านตันเมื่อแปลงกลับเป็นข้าวเปลือก ปริมาณที่ควรเหลืออยู่ในระบบจะอยู่ในระดับหลายล้านตัน แต่ในตลาดจริงกลับไม่ได้เห็นข้าวเปลือกส่วนเกินดังกล่าว
จึงเกิดคำถามในอุตสาหกรรมว่า “ข้าวหายไปไหน”
“เพิ่มขีดความสามารถ”
อีกปัจจัยคือ การใช้ปุ๋ย ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยนำเข้าปุ๋ยลดลง 22.4% และเนื่องจากข้าวเป็นภาคการผลิตที่ใช้ปุ๋ยจำนวนมาก สมาคมจึงประเมินว่าปริมาณการใช้ปุ๋ยในนาข้าวอาจลดลงในระดับใกล้เคียงกัน จากการพูดคุยกับเกษตรกรในภาคอีสาน มีเกษตรกรจำนวนหนึ่งระบุว่าลดการใช้ปุ๋ยลง และบางรายลดลงมาก แม้ไม่สามารถระบุได้ว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นครอบคลุมทุกพื้นที่มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ปีนี้หลายพื้นที่ในภาคอีสานได้ฝนในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงช่วยพยุงผลผลิตในบางพื้นที่ไว้ แม้การใช้ปัจจัยการผลิตจะลดลง จุดที่ต้องจับตาคือ หากในปีถัดไปเงื่อนไขด้านฝนและน้ำไม่เอื้อเหมือนปีนี้ การลดปริมาณปุ๋ยหรือข้อจำกัดด้านต้นทุนอาจส่งผลต่อผลผลิตได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมข้าวไทยไม่ใช่เพียงรักษาราคาข้าวในฤดูกาลปัจจุบัน แต่ต้องรักษาตลาดส่งออกไว้ควบคู่กัน ภาพที่ผู้ส่งออกสะท้อนว่า “ราคาดีวันนี้” กับ “ความสามารถแข่งขันในอนาคต” เป็นคนละเรื่องกัน และโจทย์ใหญ่ของข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้อยู่เพียงปริมาณผลผลิตหรือยอดส่งออกในปีเดียว แต่เป็นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จัดการปัญหาแหล่งน้ำ และรักษาฐานตลาดพรีเมี่ยมก่อนที่ส่วนแบ่งซึ่งค่อย ๆ ถูกคู่แข่งเจาะ จะกลายเป็นปัญหาราคาข้าวของเกษตรกรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า