“พาณิชย์” เปิดราคาสินค้าเกษตร ข้าว-ข้าวโพด-ยางยังดี จับตาต้นหอมพุ่ง 160 บาท
กรมการค้าภายในเปิดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรและอาหารต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 พบสินค้าหลายรายการยังอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ขณะที่ราคาผักหลายชนิดเริ่มปรับลดลง หลังผลผลิตทยอยเข้าสู่ตลาด ยกเว้นผักใบอ่อนบางรายการที่ยังได้รับผลกระทบจากฝน ดันต้นหอมขายส่งตลาดสี่มุมเมืองอยู่ที่ 160 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเดินหน้ามาตรการชะลอขายข้าว 3 ล้านตัน กระจายลำไยนอกฤดูกาลเกือบ 30,000 ตัน และเตรียมสินค้าอุปโภคบริโภครับความต้องการปลายปี
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% อยู่ที่ประมาณ 16,350 บาทต่อตัน แม้ลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่ 17,800 บาทต่อตัน แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่ประมาณ 14,700 บาทต่อตัน
ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 10,250 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานีเฉลี่ย 12,650 บาทต่อตัน ข้าวเจ้าเฉลี่ยประมาณ 9,500 บาท และสูงสุดประมาณ 10,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเหนียวเฉลี่ยประมาณ 12,500 บาทต่อตัน โดยกรมประเมินว่าภาพรวมราคาข้าวเปลือกยังอยู่ในเกณฑ์ดี
ข้าวโพดขยับ-ยางยังสูงกว่าปีก่อน
ด้านมันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ประมาณ 3.80 บาทต่อกิโลกรัม แม้อ่อนตัวจากเดือนก่อนเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปีก่อน ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 15% ในพื้นที่เพชรบูรณ์ ราคาอยู่ที่ประมาณ 11.70 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่ประมาณ 9.59 บาทต่อกิโลกรัม
โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดอยู่ที่ประมาณ 11.65 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อน 10.84 บาท และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่ประมาณ 9 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับยางพารา ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ประมาณ 83.10 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดประมาณ 83.15 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ประมาณ 56 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางก้อนถ้วย DRC 50% อยู่ที่ประมาณ 37.65 บาทต่อกิโลกรัม
เดินหน้าชะลอขายข้าว 3 ล้านตัน
กรมการค้าภายในยังเน้นมาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก หรือการเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายผลผลิตพร้อมกันในช่วงต้นฤดู
เกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาท โดยกำหนดวงเงินสินเชื่ออ้างอิงตามชนิดข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาท ข้าวเจ้า 6,500 บาท ข้าวหอมปทุมธานี 8,500 บาท และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน
พร้อมมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสหกรณ์อีกประมาณ 1.5 ล้านตัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว
หมูหน้า FARM 69.90 บาท
สถานการณ์เนื้อสัตว์ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ราคาสุกรมีชีวิตหน้า FARM เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 69.90 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หมูเนื้อแดงไม่แต่งเฉลี่ย 134.56 บาทต่อกิโลกรัม
เนื้อไก่ยังมีปริมาณเข้าสู่ตลาดเพียงพอ โดยน่อง-สะโพกเฉลี่ย 90.56 บาทต่อกิโลกรัม เนื้อน่อง 89.38 บาท และเนื้ออก 85.50 บาทต่อกิโลกรัม
ไข่ไก่คละหน้า FARM อยู่ที่ 4 บาทต่อฟอง ขณะที่กรมประเมินว่า ไข่ไก่เบอร์ 3 ไม่มีสัญญาณปรับเพิ่มและมีแนวโน้มอ่อนตัวลง
ส่วนสัตว์น้ำ ปลานิลอยู่ที่ 78.40 บาทต่อกิโลกรัม ปลาทับทิม 113 บาท ปลาดุกบิ๊กอุย 70.30 บาท และกุ้งขาวขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 194 บาทต่อกิโลกรัม
ต้นหอมยังแรง 160 บาท
ด้านราคาผักขายส่ง ณ ตลาดสี่มุมเมือง วันที่ 6 พฤศจิกายน พบว่าผักหลายชนิดเริ่มปรับลดลง แต่ผักใบอ่อนบางรายการยังได้รับผลกระทบจากฝน
ต้นหอมอยู่ที่ 160 บาทต่อกิโลกรัม แม้ลดจากช่วงก่อนหน้าที่เคยขึ้นไปถึงประมาณ 180 บาท ขณะที่โหระพาอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม ใบกะเพรา 20 บาท และใบแมงลัก 20 บาทต่อกิโลกรัม
ส่วนผักบุ้งจีนอยู่ที่ 16 บาท ผักบุ้งไทย 14 บาท ผักกาดขาว 13 บาท กะหล่ำปลีเขียว 10 บาท พริกจินดาเขียว 34 บาท และพริกจินดาแดง 40 บาทต่อกิโลกรัม
กรมการค้าภายในระบุว่า ราคาผักส่วนใหญ่เริ่มมีทิศทางดีขึ้น หลังผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด แต่ยังต้องติดตามสภาพอากาศ น้ำท่วม และปัญหาการขนส่ง ซึ่งอาจทำให้ราคาบางช่วงผันผวนได้
เร่งระบายลำไยนอกฤดูเกือบ 3 หมื่นตัน
อีกมาตรการสำคัญคือการรองรับผลผลิตลำไยนอกฤดูภาคตะวันออก โดยกรมตั้งเป้ากระจายผลผลิตรวมเกือบ 30,000 ตัน ผ่านจุดจำหน่าย รถโมบาย ตลาดกลาง และเครือข่ายต่าง ๆ
พร้อมประสานไปรษณีย์ไทยเตรียมกล่องขนาด 10 กิโลกรัม จำนวน 14,000 กล่อง และกล่องขนาด 3-5 กิโลกรัมอีก 51,000 ใบ ให้กลุ่มวิสาหกิจใช้บรรจุจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์
ขณะเดียวกัน โครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดที่ดำเนินการมากกว่า 3,000 จุด จัดกิจกรรมแล้ว 928 ครั้ง มีมูลค่าจำหน่ายประมาณ 85.7 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนแล้วมากกว่า 30 ล้านบาท
เตรียมสต๊อกรับดีมานด์ปลายปี
สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค กรมได้หารือห้างค้าปลีก ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น และผู้ผลิตสินค้า หลังพบยอดซื้อบางรายการเพิ่มขึ้นประมาณ 5-20% แต่ยังไม่ถือเป็นสัญญาณผิดปกติ
กรมจึงขอให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเพิ่ม Safety Stock และเร่งเติมสินค้าบนชั้นวางให้รวดเร็ว เพื่อรองรับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่วัตถุดิบยังไม่มีปัญหาขาดแคลน
ส่วนช่วงปลายปี กรมประเมินว่าความต้องการเนื้อสัตว์และสินค้าอุปโภคบริโภคอาจเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ จึงจะติดตามทั้งปริมาณสินค้า ราคา และการกระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด