“เจ้าสัวธนินท์” กางพิมพ์เขียวพลิกเศรษฐกิจ ชู AI-หุ่นยนต์รุกค้าปลีก-เล็งลุยธุรกิจไฟฟ้า
ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยี AI ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลก “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ฉายภาพโอกาสทองของไทย เวทีบนเวที The Standard Economic Forum 2026 ว่ามั่นใจศักยภาพดันจีดีพีโตเกิน 3% ก้าวสู่ประเทศรายได้สูง หากรัฐกล้าดึงทาเลนต์ต่างชาติร่วมขับเคลื่อน พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ซีพี ทุ่มสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นำร่องค้าปลีก 7-Eleven-แม็คโคร-โลตัส หวังลดต้นทุน เล็งสยายปีกรุกธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารับดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมจี้รัฐปลดล็อกกฎหมายปฏิวัติระบบน้ำ-เกษตรแปลงใหญ่ และปฏิรูประบบราชการ
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง คุณธนินท์มองว่านี่คือ “โอกาสทอง” ที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้มากกว่า 3% และก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างระบบนิเวศ เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน หากรัฐบาลกล้าตัดสินใจดึงบุคลากรศักยภาพสูงระดับทาเลนต์เข้ามาได้ราว 40,000 คน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตขึ้นถึง 5 เท่า และทดแทนปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลง
โอกาสทองของไทย
คุณธนินท์กล่าวต่อว่า เทคโนโลยี AI ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแย่งงาน แต่จะเข้ามาช่วยยกระดับให้ประชาชน “เก่งขึ้น” หากผู้คนรู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ทุกคนก็สามารถผันตัวเป็นเถ้าแก่ หรือมี AI เป็นเลขาฯ และนักกฎหมายส่วนตัวได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จำเป็นต้องใช้คนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และผสานประสบการณ์ในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ให้เท่าทันกัน
รับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานและลดต้นทุน
ด้านยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เครือซีพีได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการเดินหน้าเข้าสู่เทคโนโลยี AI และวิทยาการหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรจะยังคงอยู่คู่กับมนุษย์
โดยเฉพาะด้านอาหารที่ซีพีลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สิ่งสำคัญคือต้องเน้นความปลอดภัย สด สะอาด คุ้มค่า และกระบวนการผลิตต้องทำให้สินค้ามีต้นทุนที่ถูกลงตามนโยบาย “ของดีราคาถูก”
เครือซีพีจึงได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ชาวจีนวัย 25 ปี ผู้พัฒนาสตาร์ตอัปด้านชิปและจรวด เพื่อร่วมกันพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถป้องกันความผิดพลาดในสายการผลิต
โดยหุ่นยนต์เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตร อุตสาหกรรมโรงงาน และค้าปลีก โดยคาดว่าภายใน 3-10 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีลักษณะคล้ายคน ไม่มีอารมณ์โมโห และพร้อมทำงาน 24 ชั่วโมง จะถูกนำมาใช้ในระบบผลัดกลางคืนของร้าน 7-Eleven แม็คโคร และโลตัส
ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานแล้ว ยังเปลี่ยนรูปแบบโรงงานให้กลายเป็น “โรงงานมืด” (Dark Factory) ที่ไม่ต้องเปิดไฟหรือแอร์ ช่วยลดต้นทุน ขั้นตอนการผลิตและการขนส่งได้อย่างมหาศาล “เทคโนโลยีจะทำให้คนใช้ชีวิตดีขึ้น” คุณธนินท์กล่าว พร้อมประเมินว่าในอนาคตจำนวนหุ่นยนต์อาจมีมากกว่ามนุษย์ถึง 80%
ซึ่งธุรกิจหุ่นยนต์นี้จะเป็น New S-Curve ที่สร้างรายได้ให้องค์กรอีกหลายเท่าตัว ส่วนพนักงานที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน องค์กรได้เตรียมพร้อมสร้างทักษะและยกระดับไปสู่งานใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแล้ว
รับ Data Center โลก ซีพีเล็งโอกาสธุรกิจไฟฟ้า
คุณธนินท์เปิดเผยว่า การเติบโตของเทคโนโลยีขั้นสูง ย่อมตามมาด้วยความต้องการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สำคัญที่สุดคือ “พลังงานไฟฟ้า” ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ต่างสนใจเข้ามาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องก๊าซธรรมชาติ และในอนาคตเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ปลอดภัยจะพร้อมใช้งานราวปี 2030
ด้วยเหตุนี้ เครือซีพีจึงต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนพลังงาน และเล็งเห็นโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้
ถ้าธุรกิจไฟฟ้าดี เราก็อาจจะจำยอมไปธุรกิจนี้
เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานของบริษัทเอง
พลิกโฉมเกษตรกรรม
สำหรับภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ที่แท้จริงของประเทศ ทางรอดของเกษตรกรไทยคือการปฏิวัติระบบบริหารจัดการน้ำ หากประเทศไทยมีระบบชลประทานที่เพียงพอ ไม่เผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า เครือซีพีเสนอโมเดลการนำพื้นที่เพาะปลูกแปลงเล็กมารวมกันเป็น “เกษตรแปลงใหญ่” เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยี หุ่นยนต์ และโดรนได้อย่างคุ้มค่า
โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ดิน รอรับเงินปันผล และนำเวลาที่เหลือไปต่อยอดปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน หรือมังคุด
นอกจากนี้คุณธนินท์ยังแนะว่ารัฐบาลควรดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เช่น การขุดแม่น้ำให้ลึกขึ้น หรือวางท่อทำธนาคารน้ำใต้ดิน
โดยรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณของประเทศ แต่เปิดโอกาสให้เอกชนขายน้ำในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งรัฐจะได้รับผลตอบแทนในรูปของภาษี อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการปรับแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ
แจง 2 ปมร้อน
นอกจากนี้คุณธนินท์ยังใช้เวทีนี้ชี้แจงเพื่อความโปร่งใสใน 2 ประเด็นร้อนทางสังคม เริ่มจากกรณี ปลาหมอคางดำ ยืนยันว่าบริษัทได้ขออนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้องเพื่อมาทดสอบเชิงอุตสาหกรรม แต่เมื่อพบว่าผลลัพธ์ไม่คุ้มค่าจึงยุติโครงการและทำลายทิ้งตามกระบวนการ ไม่ได้มีการปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และปลาหมอคางดำที่ระบาดไม่ใช่ของเครือซีพี
ส่วนกรณี กะเพรา ปัจจุบันมีสายพันธุ์กะเพรามากกว่า 300 สายพันธุ์ เครือซีพีได้พัฒนาและคัดสรรมา 4 สายพันธุ์ เพื่อใช้สำหรับการผลิตอาหารในโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เป้าหมายเพื่อรักษาคุณภาพ รสชาติให้คงที่ และปลอดสารตกค้าง ทางเครือซีพีไม่ได้นำกะเพราเหล่านี้ไปขายแข่งขันในตลาดสด จึงไม่กระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป และการนำสายพันธุ์ไปจดทะเบียนถือเป็นการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งนับเป็นสมบัติของชาติ
บริหารประเทศให้เหมือนบริหารบริษัท
ในช่วงท้าย คุณธนินท์ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยย้ำว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความเนื้อหอมและเป็นที่สนใจของนักลงทุน รัฐบาลชุดนี้มีบุคลากรที่มีความสามารถ
แต่สิ่งที่ต้องการคือ “ความกล้าตัดสินใจ” รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูประบบราชการ เลิกการทำงานแบบแยกส่วน กระจายอำนาจให้ผู้ปฏิบัติงานหน้างานสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ทันที และนำ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ
หากลดขนาดระบบราชการให้กะทัดรัดลง รัฐจะสามารถนำงบประมาณไปเพิ่มฐานเงินเดือนข้าราชการให้ทัดเทียมเอกชนได้ รัฐบาลต้องส่งเสริมให้คนกล้าทำ กล้าลงทุน และบริหารประเทศให้เหมือนบริหารบริษัท
“ทุกคนต้องมีวิกฤตทุกวัน ถ้าเราอ่อนแรงเมื่อไหร่ก็ถูกแซง” นายธนินท์กล่าวทิ้งท้ายเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวรับมือกับโลกยุคใหม่