ธพว.ชง บอร์ดดันสินทรัพย์หลักประกันลูกหนี้ 1 หมื่นลบ. ขายทอดตลาดสิ้นปีนี้ หวังเอ็นพีแอลลด
ธพว.เตรียมสินทรัพย์หลักประกันลูกหนี้ 1 หมื่นล้านบาท ขายทอดตลาด พร้อมเสนอ บอร์ดคณะกรรมการธนาคารฯ พิจารณา เดือน ก.ย.- ต.ค คาดขายทอดตลาดภายสิ้นปีนี้ หวังให้เอ็นพีแอลลดลงเหลือ 9.99% เตรียมออกพันธบัตรระยะยาวเพิ่มอีก 23,000 ล้านบาท หวังลดภาระการเงิน ช่วยดันเอสเอ็มอีเข้าระบบมากขึ้น
นายมงคล ลีลาธรรม เปิดเผยว่า สำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2558 ทางธพว.เตรียมนำสินทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่งเป็นหลักประกันลูกหนี้ วงเงิน 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้รายใหญ่ 150-160 ราย วงเงิน 6,000 ล้านบาท และเป็นลูกหนี้รายเล็ก วงเงิน 4,000 ล้านบาท ที่จะออกขายทอดตลาดและฟ้องล้มละลาย เนื่องจากลูกหนี้ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ และไม่ให้ความร่วมมือกับธนาคารในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเรื่องดังกล่าว ธพว.จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) พิจารณาในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. คาดว่าจะสามารถนำมาขายทอดตลาดได้ภายในสิ้นปีนี้
“เชื่อว่าการนำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันทั้งหมดมาขายทอดตลาด จะทำให้ธพว.ได้เงินกองทุนกลับมาและได้กำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลง เหลือเพียง 9.99% จากปัจจุบันมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 16 % นอกจากนี้จะทำให้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ธพว.สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 2 เท่า ” นายมงคล กล่าว
นอกจากนี้ธพว.มีแผนที่จะออกพันธบัตรระยะยาวในไตรมาส 4 ปี 2561 วงเงิน 3,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมถึงมีแผนออกพันธบัตรระยะยาวเพิ่มเติมในปี 2562 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าระบบมาจดทะเบียนมากขึ้น ซึ่งจะได้รับอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่ผ่อนปรนต้นทุนและไม่ให้เกิดภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม ธพว.จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จนถึงสิ้นปีนี้และจะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุด โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ที่ 5% เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถแข่นขันได้ นอกจากนี้ ถ้า ธพว.สามารถระดมทุน 10,000 ล้านบาท ได้ตามเป้าหมายภายในไตรมาส 4 ของปี 2561 ก็จะคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่อได้ ในไตรมาส 1 ของปี 2562 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่ต่ำได้