เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘มามามองน์’ ขนมอบโฮมเมด ร้านใหม่ของ ‘ปลา iberry’ ปักหมุดสาขาแรก Central Park
Business ‘มามามองน์’ ขนมอบโฮมเมด ร้านใหม่ของ ‘ปลา iberry’ ปักหมุดสาขาแรก Central Park
แบงก์กรุงเทพ จับมือเพอร์มาตา เชื่อมธุรกิจไทย-อินโดฯ จับคู่การค้า ต่อยอดลงทุน
Finance แบงก์กรุงเทพ จับมือเพอร์มาตา เชื่อมธุรกิจไทย-อินโดฯ จับคู่การค้า ต่อยอดลงทุน
ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย ก.ย. 2.6 หมื่นล้าน ฉุด SET ร่วง 2.3% แต่ 9 เดือนยังซื้อสุทธิ 2.48 หมื่นล้าน
Finance ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย ก.ย. 2.6 หมื่นล้าน ฉุด SET ร่วง 2.3% แต่ 9 เดือนยังซื้อสุทธิ 2.48 หมื่นล้าน
‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
เศรษฐกิจภูมิภาค ‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
SC พลิกที่ดินปั้มน้ำมันซัสโก้ ผุดคอนโดหรูย่านรัชดา ลุ้นแบรนด์-ราคา
Real Estate SC พลิกที่ดินปั้มน้ำมันซัสโก้ ผุดคอนโดหรูย่านรัชดา ลุ้นแบรนด์-ราคา
ธปท.เร่งแก้ ‘เอสเอ็มอี’ ติดกับดัก เร่งออก 3 มาตรการ คาดปี 2570 สินเชื่อกลับมาบวก
Finance ธปท.เร่งแก้ ‘เอสเอ็มอี’ ติดกับดัก เร่งออก 3 มาตรการ คาดปี 2570 สินเชื่อกลับมาบวก
“ศุภจี” หนุนรัฐ-เอกชนวางแผนรับภัยหลายระดับ ย้ำดูแลทั้งโรงงาน-แรงงาน-ตลาดส่งออก
Economic “ศุภจี” หนุนรัฐ-เอกชนวางแผนรับภัยหลายระดับ ย้ำดูแลทั้งโรงงาน-แรงงาน-ตลาดส่งออก
‘พิชญ์ โพธารามิก’ อัดฉีดนักตบชายไทย 2 ล้าน หลังคว้าอันดับ 5 ของเอเชีย
Sport ‘พิชญ์ โพธารามิก’ อัดฉีดนักตบชายไทย 2 ล้าน หลังคว้าอันดับ 5 ของเอเชีย
ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
กอช.เปิดตัวฟีเจอร์ Direct Debit หักบัญชีอัตโนมัติ ออมรายเดือน ช่วยสร้างวินัยการเงิน
Finance กอช.เปิดตัวฟีเจอร์ Direct Debit หักบัญชีอัตโนมัติ ออมรายเดือน ช่วยสร้างวินัยการเงิน
ดูทั้งหมด

ย้อนรอยความสัมพันธ์อินเดีย-ไทย และ “มองอินเดียใหม่” ต่อจากนี้

10 ก.ย. 2561 | 18:29น.

แปลจากบทความ India -Thailand Relations: A Strategic Review โดย Shristi Pukhrem

เรียบเรียงโดย ประชาชาติธุรกิจ

 

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย ได้ถูกสถาปนาขึ้นมานานหลายศตวรรษ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกยกระดับให้มีความสำคัญมากขึ้น ด้วยการดำเนินนโยบาย “มองตะวันออก” ในปี 1992 สู่นโยบาย “รุกตะวันออก” ในปี 2014 ของอินเดีย ควบคู่กับนโยบาย “มองตะวันตก” ในปี 1996 ของประเทศไทย ทำให้ความสัมพันธ์ 2 ประเทศยกระดับสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

นอกเหนือจากความพยายามในการการขยายความร่วมมือด้านการค้า  การพัฒนา และความสงบสุขในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนด้านการเมืองและความสัมพันธ์เชิงการทูต อินเดียยังเล็งใช้ประโยชน์จากภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเข้าถึงตลาดอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยประชากรกว่า 630 ล้านคนและมีจีดีพีสูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมมากขึ้นในความร่วมมือในข้อตกลงความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ความร่วมมือด้านแม่น้ำโขง (MGC) และความร่วมมืออื่นๆ เช่น สมาคมแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (IORA)

ปัจจุบัน มีเที่ยวบินกว่า 150 เที่ยวบินให้บริการระหว่าง 2 ประเทศต่อสัปดาห์ ชาวอินเดียเดินทางเยือนประเทศไทยกว่า 1 ล้านคนต่อปี ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ ทำให้มีความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง การศึกษา เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

ที่ตั้งของประเทศไทยซึ่งอยู่ใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นประตูสำคัญ ที่เชื่อมระหว่างอินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ในเชิงการทูตอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย-เมียนมา เพื่อนำไปสู่โปรเจ็กต์ความร่วมมือระดับภูมิภาคได้ เช่น ไฮเวย์เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค้าด้านค้าและการลงทุนในพื้นที่ที่พาดผ่านได้

และจากตำแหน่งภูมิศาสตร์ อินเดียและไทย ยังสามารถร่วมกันดำรงบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาภายในของประเทศเมียนมาร่วมกันได้ด้วย นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ในอนุภูมิภาค ยังถือเป็นเครื่องมือในการต้านทานการขยายแผ่อิทธิพลของประเทศจีนในอาเซียนสำคัญอีกด้วย

ทั้งนี้ อินเดียและไทย มีความสัมพันธ์เหนือน่านน้ำบนอ่าวเบงกอล  ซึ่งทั้ง 2 ประเทศกำลังจับตาการขยายอำนาจเหนือน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดียของประเทศจีนอย่างใกล้ชิด

มหาสมุทรอินเดียถือเป็นภูมิยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง ผลักดันให้อินเดียก้าวสู่บทบาทเชิงรุกในการร่วมมือฝึกปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกับไทยและอินโดนีเซีย และได้เสนอให้มีการรวมตัวกันของประเทศชายฝั่งเพื่อดำเนินโครงการ “อายส์ อิน เดอะ สกาย” (Eyes in the sky) เพื่อตรวจตราหากมีใครละเมิดพื้นที่ช่องแคบมะละกา

โดยนาวิกโยธินไทยและอินเดีย ได้ร่วมกันกันลาดตระเวนทางทะเลตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันการก่อการร้าย การลักลอบนำเข้าสินค้าสู่ทะเลอันดามัน และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนการฝึกการอบรมด้านการฝึกทหารระหว่างกันด้วย

ในแง่ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ต้องยอมรับว่า อินเดียและไทยมีความเชื่อมโยงอย่างมากและลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของศาสนาพุทธ วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ และวัฒนธรรมฮินดูที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลทั้งในด้านศาสนา สถาปัตยกรรม วรรณกรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ

ทั้ง 2 ประเทศยังเชื่อมโยงในแง่ของชาติพันธุ์ด้วย ในประเทศไทยมีชาวอินเดียพลัดถิ่นมากถึง 250,000 คน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ไทยและอินเดียมีความแนบแน่นเพิ่มมากขึ้นจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม  

ปัจจุบัน เศรษฐกิจอินเดียถือว่าเติบโตสูงอันดับต้นๆ ของโลก โดยประมาณการณ์ว่าจะสูงถึง 7.3% ต่อปี นโยบายเชิงรุกของรัฐบาลนเรนทรา โมดี อันได้แก่  “เมค อิน อินเดีย” (Make in India) “สกิล อินเดีย” (Skill India) “สมาร์ท ซิตี” (Smart Cities) “ดิจิทัล อินเดีย” (Digital India) รวมถึงการปฏิรูประบบภาษีสินค้าและบริการ (GST) ได้ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติมายังประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 40%

ทั้งนี้ มีบริษัทสัญชาติไทยตั้งในแดนภรตะราว 30 บริษัท โดยบางบริษัทก่อตั้งขึ้นกว่า 20 ปี ขณะที่มีบริษัทอินเดียกว่า 40 รายเข้ามาลงทุนในไทยเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การค้าระหว่างอินเดีย-อาเซียน อยู่ที่ราว 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งการค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดียคิดเป็น 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดียถือเป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของอาเซียน โดยทั้ง 2 มีความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันโดยเร็วที่สุด ในปี 2016 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้เดินทางเยือนอาเซียน พร้อมให้คำมั่นสัญญาในการผลักดันข้อตกลงฯให้เกิดขึ้น

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้อง “มองอินเดียใหม่” ในฐานะประเทศเอเชียที่เติบโตไวที่สุดในโลก ซึ่งจะสามารถก้าวเข้ามาอยู่เป็นผู้นำภูมิภาคในด้านความยั่งยืน สันติภาพ และเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน อินเดียก็ต้อง “มองประเทศไทยใหม่” อย่างเต็มศักยภาพในฐานะศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน สิ่งสำคัญระหว่างกันคือการมุ่งเน้นด้านการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทาง และต้องไม่ลืมความสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ช่วยเชื่อมผู้คน (people-to-people) เข้าด้วยกัน และถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่อินเดียสามารถใช้โปรโมตประเทศได้เป็นอย่างดี

เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ 2 ประเทศพึงมีต่อกันท่ามกลางความวิตกกังวลของการเรืองอำนาจของประเทศจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลนิวเดลีจะแสวงหาโอกาสจากไมตรีจิตอันดีที่มีต่อรัฐบาลแห่งประเทศไทย

 

 

ดร. Shristi Pukhrem ปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัย India Foundation งานวิจัยของเธอส่วนใหญ่เน้นในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอาเซียน  เธอจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Jawaharlal Nehru กรุงนิวเดลี และได้รับทุนเพื่อศึกษา ณ ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเดือนเมษายน 2016 บทความนี้เธอเขียนขึ้นเพื่อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน โดยปี 2017 ที่ผ่านมา เป็นปีครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียและไทย

[email protected]

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นิวเดลี อินเดีย