ลุ้นกองหนุน “RMF-LTF” พยุงชีพจรหุ้นไทยไปต่อ-
สัญญาณตลาดหุ้นไทยโค้งไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เริ่มต้นเดือนตุลาคมได้ไม่กี่วัน ก็หลุดกรอบรับสำคัญที่ระดับ 1,700 จุดอีกแล้ว หลังจากสดใสได้เพียงช่วงสั้น ๆ เดือนที่แล้ว โดยสิ้นวันที่ 8 ต.ค. 62 ดัชนีอยู่ที่ 1,696.22 จุด ร่วง 24.30 จุด หรือ 1.4% จากวันก่อนหน้า (5 ต.ค.) ซึ่งปรับตัวลงตามตลาดหุ้นภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นจีนที่ร่วงถึง 3.72% ทีเดียว
ขณะที่ไอเอ็มเอฟได้มีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเมินสถานการณ์กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังมีความวิตกต่อเศรษฐกิจจีนมาก สวนทางกับเศรษฐกิจสหรัฐที่ร้อนแรง จากปัจจัยต่างประเทศสร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติแห่ปรับพอร์ตลงทุนโยกย้ายทั้งสินทรัพย์และเงินที่อยู่ในสกุลต่าง ๆ ออก เพื่อนำเงินกลับไปหาสกุลหลักคือ ดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญภาวะ “ค่าเงินอ่อน” กันถ้วนหน้า โดยค่าเงินบาทไทยปิดตลาดที่ 32.98/33.00 บาท/ดอลลาร์ ณ 8 ต.ค. 62
ขณะที่เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในช่วงวันที่ 1-8 ต.ค.ที่ผ่านมา ขายสุทธิแล้ว 13,420 ล้านบาท รวมทั้งปีนี้ (1 ม.ค.-8 ต.ค.) ขายสุทธิถึง 222,294 ล้านบาท ซึ่งทิศทางตลาดหุ้นจากนี้ไปจะมีปัจจัยใดเข้ามาบ้าง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้นมาอยู่ในภาวะร้อนแรง (bullish) เป็นเดือนแรกในรอบ 7 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ 120.60 เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่ระดับ 101.33 ซึ่งปัจจัยหนุนมาจากความเชื่อมั่นสถานการณ์การเมืองไทยที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้งในปีหน้า รวมถึงเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศลดลงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนีกลุ่มนักลงทุนรายบุคคล ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือสถาบันในประเทศและพอร์ตโบรกเกอร์ ดัชนีฯไม่เปลี่ยนแปลง
“แต่นักลงทุนเองก็ยังค่อนข้างมีความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และบางส่วนที่กังวลต่อสถานการณ์การเมืองที่อาจร้อนแรงขึ้นจากการจัดตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ จะกระทบต่อตลาดออกมาอย่างไรบ้าง”
ส่วนฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ก่อนหน้านี้ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นระยะสั้น (กองทุนแบบ passive และเทรดดิ้ง) ส่วนปัจจุบันยังไหลออกต่อเนื่องและยังไม่กลับเข้ามานั้น เพราะต่างชาติมองว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังมีแรงขายออกมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาลงทุน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้นช่วงสิ้นเดือน ต.ค. 61 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,773 จุด โดยปัจจัยการเลือกตั้งไทยเป็นปัจจัยแรกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้น รองลงมาคือ สงครามทางการค้าและผลประกอบการ บจ.ในช่วงไตรมาส 3/61 โดยประเมินเป้าดัชนีสิ้นปี’61 อยู่ที่ 1,818 จุด ซึ่งมองค่าเฉลี่ยต่ำสุดที่ 1,688 จุด และค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 1,826 จุด
“โดยคาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)ปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 109.31 บาท และมี EPS growth เฉลี่ยที่ 9.39% และมี forward P/E เฉลี่ยที่ 16.18 เท่า” นายสมบัติกล่าว
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า พอร์ตกองทุนรวมทั้งระบบ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 61 มีมูลค่าอยู่ที่ 4.3-4.4 ล้านล้านบาท โดยหลัก ๆ ลงทุนหุ้นในประเทศสูงถึง 87% และอีก 13-14% จะลงทุนอยู่ในกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ แต่เริ่มจะเห็นทิศทางออกไปต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบางครั้งทิศทางลงทุนในประเทศไม่เอื้ออำนวย
ส่วนเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ((RMF) ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมานั้น นายวศินกล่าวว่า ได้มีเงินไหลเข้ากองทุนแฝด ประมาณ 33,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากสิ้นปี”60 ในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทยอยไหลเข้ากองทุนแฝดอีกราว 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งปีคาดมีเงินเข้าราว 7-8 หมื่นล้านบาท โดยปกติเม็ดเงินลงทุนกองทุน LTF-RMF จะเข้ามาช่วงเดือนท้าย ๆ ของปีอยู่แล้ว
ขณะที่สถานการณ์สงครามการค้าและทิศทางเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนรับรู้ข่าวกันไปมากแล้ว ส่วนเรื่องการเมืองไทยที่กำหนดวันเลือกตั้ง และการเติบโตต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย จะช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงสิ้นปีทะยาน 1,800 จุดได้
สำหรับเงินทุนต่างชาติที่ยังไม่ไหลกลับเข้ามานั้น เป็นผลจากวิกฤตในตลาดเกิดใหม่ แต่โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยถือว่ามีแรงขายออกมาน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เช่น ตลาดหุ้นอินเดียมีแรงเทขายกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซียขาย 3.8 พันล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้ 3.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนไต้หวันและไทยอยู่ที่ 6.8 พันล้านดอลลาร์
“ฝั่งนักลงทุนสถาบันในประเทศยังมีมุมมองเชิงบวกกับเศรษฐกิจในประเทศมากกว่านักลงทุนต่างประเทศ คาดว่าต้องใช้เวลาสักพักกว่าต่างชาติจะเข้ามาจากผลกระทบเรื่องแรงเทขายในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกได้” นายวศินกล่าว
อีก 3 เดือนจากนี้ ดัชนีไปถึงเป้าหมายหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยที่ไม่คาดคิดว่าจะส่งผลบวกหรือลบ นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
