เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
การบินไทยยกระดับ “รอยัล ออคิด พลัส” สู่ New Chapter : Power of Plus คุณค่าที่มากกว่า “สะสมไมล์”
Economic การบินไทยยกระดับ “รอยัล ออคิด พลัส” สู่ New Chapter : Power of Plus คุณค่าที่มากกว่า “สะสมไมล์”
วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ทุบหม้อข้าว ‘คนลุ่มน้ำกก’
Economic วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ทุบหม้อข้าว ‘คนลุ่มน้ำกก’
“ชัชชาติ” สั่งเร่งยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุสลดโรงเบียร์ จ่อรื้อโซนนิ่งสถานบันเทิง
Economic “ชัชชาติ” สั่งเร่งยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุสลดโรงเบียร์ จ่อรื้อโซนนิ่งสถานบันเทิง
ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลด 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลด 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
Biz Movement PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
Politics นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
“ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
Economic “ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
Economic โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

“ไททานิค” กับภูเขาน้ำแข็ง เวอร์ชั่น “อเมริกา-จีน”

20 ต.ค. 2561 | 20:38น.

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจ

โดย นงนุช สิงหเดชะ

 

ในช่วง 1 สัปดาห์เศษที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเหล่านักวิเคราะห์จะใจตรงกัน ด้วยการพูดถึงเรือไททานิคกับยอดภูเขาน้ำแข็ง เพื่อใช้เปรียบเทียบถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของอเมริกากับจีน โดยในฟากของอเมริกาภายหลังจากดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 800 จุด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 เดือน ทำให้ “สกอตต์ มิเนิร์ด” หัวหน้าฝ่ายการลงทุนทั่วโลกของกุกเกนไฮม์ ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2.65 แสนล้านดอลลาร์ ออกมาชี้ว่า เศรษฐกิจอเมริกากำลังเร่งเครื่องไปข้างหน้าเต็มกำลัง โดยที่ยอดภูเขาน้ำแข็งค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาไม่ต่างไปจากเรือไททานิคเคราะห์ร้าย

มิเนิร์ดระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เขาทำนายเช่นนั้นเป็นเพราะในอนาคตนโยบายการเงินจะตึงตัว จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ส่วนนโยบายการคลังจะเปลี่ยนสภาพจากกระตุ้นเศรษฐกิจไปเป็นการถ่วงรั้งเศรษฐกิจภายในปี 2020 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการขยายตัวของตลาดหุ้นก็จะถึงวาระสิ้นสุด และมีความเป็นไปได้ที่ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับลง 40% จากระดับสูงสุด

อันที่จริงสาเหตุการแผ่วลงของเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดหุ้นในอนาคต ไม่ได้เกิดจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ตอบโต้กันด้วยการขึ้นภาษีสินค้าระหว่างกัน ซึ่งทำท่าว่าจะยืดเยื้อไม่สามารถยุติลงได้ง่าย ๆ

นอกจากนี้ ก็มีประเด็นน่าห่วงจากการที่หนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์สู่ 21.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 105% ของจีดีพี

คำทำนายของมิเนิร์ดถูกโต้แย้งจาก ลาร์รี คัดโลว์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่อ้างว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจอเมริกากำลังร้อนแรงที่สุดในโลก ขยายตัวรวดเร็วที่สุด ต่างจากส่วนที่เหลือของโลกทั้งยุโรปและเอเชียที่เติบโตช้าลง โดยครึ่งแรกของปีนี้เศรษฐกิจอเมริกาเติบโต 3.2% และคาดว่าจะขยายตัว 4% ในไตรมาส 3

“ปัจจุบันอเมริกากำลังเป็นฝ่ายครอบครองลูกบอล ผมไม่เห็นว่าการขยายตัวนี้จะสิ้นสุด ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปลี่ยนแรงจูงใจในเศรษฐกิจ สงครามเศรษฐกิจจบลงแล้ว” ความหมายของคัดโลว์ก็คือ การที่ทรัมป์ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 21% จาก 35% ถือเป็นการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน ดังนั้น จะก่อให้เกิดการจ้างงานและหนุนนำเศรษฐกิจ

ขณะที่ในซีกของจีน สัปดาห์ที่แล้วบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้ง ได้ออกมาตีปี๊บเรื่องหนี้ของรัฐบาลจีนว่า ระดับหนี้แท้จริงอาจสูงกว่าที่เผยต่อสาธารณะหลายเท่า โดยอาจเป็นไปได้ที่จะสูงถึง 30-40 ล้านล้านหยวน หรือ 4.34 จนถึง 5.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 60% ของจีดีพี หากรวมเอาหนี้ที่รัฐบาลจีนซุกซ่อนไว้กับหน่วยงานปล่อยสินเชื่อต่าง ๆ ของรัฐบาลที่คาดว่าอยู่ในระดับล้านล้านดอลลาร์

เอสแอนด์พีระบุว่า ความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลท้องถิ่นของจีนจำนวนมากลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐาน โดยมักได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก LGFVs ซึ่งเป็นหน่วยงานปล่อยกู้สินเชื่อระดับท้องถิ่น

ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อของหน่วยงานดังกล่าวมักไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินที่ปล่อยกู้ และไม่ชัดเจนว่าปล่อยกู้ไปทำอะไร ซึ่งหนี้จำนวนมากถูกซุกซ่อนไว้ใน LGFVs เหล่านี้ และคาดว่ามีแนวโน้มที่รัฐบาลจะปล่อยให้มีการเบี้ยวชำระหนี้ให้กับ LGFVs ดังกล่าว

“นั่นเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งหนี้ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงของสินเชื่อระดับใหญ่ยักษ์เท่าเรือไททานิค” นักวิเคราะห์ของเอสแอนด์พีระบุ

การออกมาตีฆ้องร้องป่าวเรื่องหนี้ของจีนและของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาพิพาทการค้าระหว่างจีนและอเมริกาที่ไม่มีแนวโน้มจะยุติง่าย ๆ ทำให้ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาเตือนว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเริ่มแผ่วลงในปีหน้าเป็นต้นไป และลากเศรษฐกิจโลกลงไปด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน สงครามการค้า สหรัฐ