เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (18 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
‘ผู้ว่าฯ ททท.’ ยก ‘ลิซ่า’ แอมบาสเดอร์ทรงพลัง เสิร์ฟเมนูแซ่บไทย กลางรายการดังอเมริกา
News ‘ผู้ว่าฯ ททท.’ ยก ‘ลิซ่า’ แอมบาสเดอร์ทรงพลัง เสิร์ฟเมนูแซ่บไทย กลางรายการดังอเมริกา
เคาะลดค่าไฟใช้เงิน 1.61 หมื่นล้านโปะ Ft ไฟเขียวโซลาร์ประชาชน 1 หมื่น MW รับซื้อ 2.20 บาท
Economic เคาะลดค่าไฟใช้เงิน 1.61 หมื่นล้านโปะ Ft ไฟเขียวโซลาร์ประชาชน 1 หมื่น MW รับซื้อ 2.20 บาท
ปตท. จับมือซื้อขาย LNG เกาหลี-นอร์เวย์ มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player
Economic ปตท. จับมือซื้อขาย LNG เกาหลี-นอร์เวย์ มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player
อนุทิน แย้มดึง “ปลัดเกษียณ” ช่วยงาน รับรู้มือดี มั่นใจพร้อมช่วยชาติ
Politics อนุทิน แย้มดึง “ปลัดเกษียณ” ช่วยงาน รับรู้มือดี มั่นใจพร้อมช่วยชาติ
อนุทิน ลั่น ปชช.จะไม่เดือดร้อน หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย มุ่งคลอดนโยบายปั๊มเศรษฐกิจ
Politics อนุทิน ลั่น ปชช.จะไม่เดือดร้อน หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย มุ่งคลอดนโยบายปั๊มเศรษฐกิจ
AAV เด้ง 2.44% จับตาแอร์เอเชียแจงวันนี้ หลังหุ้นร่วงหนัก 2 วัน
Finance AAV เด้ง 2.44% จับตาแอร์เอเชียแจงวันนี้ หลังหุ้นร่วงหนัก 2 วัน
ต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 60 : 40 เล็งให้เงินรวดเดียว 1 พันบาท ใช้ 2 เดือน
Politics ต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 60 : 40 เล็งให้เงินรวดเดียว 1 พันบาท ใช้ 2 เดือน
‘ศุภจี’ มั่นใจ FTA ไทย-EU ช่วยดันจีดีพีโตทะลุ 3%
Politics ‘ศุภจี’ มั่นใจ FTA ไทย-EU ช่วยดันจีดีพีโตทะลุ 3%
Thaimart – DPU เชื่อม Ecosystem ธุรกิจไทยสู่ห้องเรียน
Uncategorized Thaimart – DPU เชื่อม Ecosystem ธุรกิจไทยสู่ห้องเรียน
ดูทั้งหมด

ตลาดรออะไร ในเดือนพฤศจิกายน ?

20 พ.ย. 2561 | 09:16น.

คอลัมน์ จับช่องลงทุน

โดย นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นายสรพล วีระเมธีกุล บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

ก้าวเข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2562 แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวผันผวน ท่ามกลางปัจจัยที่เข้ามากระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยสำหรับช่วงโค้งสุดท้ายนี้ คาดยังมีปัจจัยต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าจับตา ซึ่งอาจส่งผลให้ความผันผวนยังคงมีต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี ดังนั้น เราจึงสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่น่าติดตามในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมกลยุทธ์รับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเหตุการณ์ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

1) การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ 6 พ.ย. : ถือเป็นประเด็นสำคัญมากในเดือนนี้ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง โดยการเลือกตั้งรอบนี้จะมีการเลือกตั้งวุฒิสภา 35 ท่าน จากทั้งหมด 100 ท่าน และ ส.ส.ทั้งสิ้น 435 ท่าน โดยประเด็นที่ตลาดจับตา คือพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมาก ทั้งในสภาสูง (วุฒิสภา) และสภาล่าง (ส.ส.) จะยังสามารถรักษาคะแนนเสียงได้ทั้ง 2 สภาเหมือนเดิมหรือไม่ โดยล่าสุดผลการนับคะแนนออกมาเรียบร้อยแล้ว พบว่าทางด้านพรรคเดโมแครต สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่าง (ส.ส.) ตามที่ตลาดประเมินไว้ ส่วนด้านสภาสูง ทางพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากได้เช่นเดิม โดยในช่วงถัดไปคงติดตามอย่างใกล้ชิดในประเด็นนโยบายต่าง ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น ประเด็นปรับลดภาษี หรือท่าทีของปัญหาสงครามการค้า จะเบาบางหรือไม่ หลังจากพรรครีพับลิกันไม่ได้ครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา

2) จับตาความคืบหน้าการเลือกตั้งของไทย : หลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วันหลังจากวันประกาศหรือมีผลราวเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งถือว่ากระบวนการเลือกตั้งเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนนี้แนะให้ติดตามประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ การปลดล็อกกิจกรรมทางการเมือง ที่จะทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ออกมาหาเสียงได้อย่างเสรี ถือเป็นแรงหนุนหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นจิตวิทยาเชิงบวกเพิ่มเติมต่อภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติมได้

3) ประเด็นการปรับลด LTV ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทสรุปที่ชัดเจนต่อประเด็น loan to value (LTV) หรืออัตราการให้สินเชื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่อมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสัดส่วน 90-95% โดยจากข้อมูลการชี้แจงเบื้องต้นที่มีโอกาสปรับลดสัดส่วนมาอยู่ในระดับไม่เกิน 80% สำหรับบ้านหลังที่สอง หรือบ้านที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และอาจเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2562 แต่ท้ายที่สุด คงต้องรอบทสรุปที่ชัดเจน ซึ่งคาดจะออกมาในช่วงกลางเดือนนี้ โดยเราประเมินว่า จุดสำคัญของประเด็นนี้มี 2 จุด คือ 1.เรื่องการปรับลดสัดส่วน LTV และ 2.วันที่เริ่มใช้จริง โดยสำหรับประเด็นแรก คือ เรื่องสัดส่วน LTV เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะปรับลดลงมา เพื่อช่วยลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียม ส่วนประเด็นที่สอง คือ วันที่เริ่มใช้จริง ประเด็นนี้คาดว่าอาจมีการเลื่อนออกไปได้อีก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงถัดไป แน่นอนว่าหากเกิดการเลื่อนออกไป จะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสกลับมาเก็งกำไรระยะสั้นอีกรอบหนึ่ง

4) การประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.นี้ ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ คือ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย และสหรัฐ และกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อีก 11 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี รวมถึงกลุ่มสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งหากรวมขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศในกลุ่ม G20 จะคิดเป็น 90% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด โดยรอบนี้คาดว่าจะมุ่งประเด็นไปที่การแก้ไขปัญหาสงครามการค้าโลก (trade war) ที่ปัจจุบันยืดเยื้อจนเริ่มส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกบางจุดชะลอลง ซึ่งหากปล่อยไปมากกว่านี้อาจส่งผลอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้ โดยล่าสุดทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้มีการเผยว่า มีการสนทนานอกรอบเบื้องต้นกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งถือว่าการพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเราคงต้องตามกันต่อไปว่า บทสรุปของสงครามการค้าโลกจะจบลงอย่างไร

จะเห็นได้ว่าปัจจัยในเดือนนี้มีค่อนข้างมากทีเดียว และบทสรุปในหลายปัจจัยค่อนข้างยากในการประเมิน ดังนั้น จึงคาดว่าตลาดเดือนนี้มีโอกาสแกว่งผันผวนสูงในกรอบ 1,600-1,750 จุด โดยประเมินจังหวะย่อเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ที่คาดผลการดำเนินงานเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (STEC, BEM), กลุ่มเช่าซื้อ (SAWAD, MTC) กลุ่มค้าปลีก (HMPRO, BJC) เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ตลาดหุ้น