‘ศุภจี’ มั่นใจ FTA ไทย-EU ช่วยดันจีดีพีโตทะลุ 3%
‘ศุภจี’ มั่นใจไทย FTA ไทย – EU ดันจีดีพีไทยโตทะลุ 3% เตรียมจัดประชุมรอบ 10 ที่ภูเก็ต เพื่อปิดข้อบทการเจรจาทั้งหมด ไม่แตะกลุ่มสินค้าอ่อนไหว ชี้ขั้นตอนการทำข้อกฎหมายเพื่อเสนอ ครม.และรัฐสภาใช้เวลาประมาณ 1 ปี ย้ำการเจรจาจะส่งผลดีเศรษฐกิจหนุนการส่งออกเพิ่มปีละ 2.8% จูงใจยักษ์ใหญ่ปักฐานลงทุนไทยส่งออกเจาะตลาดยุโรป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่าในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยการประชุมที่ใช้เวลาที่ค่อนข้างนานถึงกว่า 2 ชั่วโมง
ในวันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อมูลและที่สำคัญคือการชี้แจงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ากรอบการเจรจาที่ได้กำหนดทั้งท่าทีหลักที่เรามุ่งหวังให้ได้สิทธิประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนในการเจรจาหากการเจรจาไม่เป็นไปตามท่าทีหลักที่วางไว้
นางศุภจีกล่าวต่อว่าปัจจุบันการเจรจาระหว่างไทยและ EU สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด และเหลืออีกราว 1 ใน 3 โดยการเจรจาในรอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ณ จังหวัดภูเก็ต
โดยจะใช้ระยะเวลาเจรจากับตัวแทนจาก EU ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการเจรจารอบที่ 10 นี้ ตั้งเป้าหมายที่จะปิดข้อบทส่วนที่เหลือให้หมด จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนกระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย (Legal Scrub) และการจัดทำถ้อยคำ (Wording) ให้ตรงกันอย่างละเอียด เมื่อจัดทำร่างข้อตกลงและลงนามเรียบร้อย จะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ต่อไป
ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
เมื่อถามว่ามีสินค้าที่เป็นข้ออ่อนไหวในการเจรจาหรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่าในการเจรยายังคงยึดหลักการตามที่ได้หารือกับ EU ในการเจรจารอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม คือในประเด็น สินค้าอ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายจะตีกรอบยกเว้นไว้โดยไม่แตะต้อง ส่วนรายการสินค้าที่สามารถเปิดตลาดและได้ประโยชน์ร่วมกันก็จะดำเนินการเปิดตลาดได้ก่อน
รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์กล่าวต่อว่าการเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสมดุลให้กับการค้าไทยมากยิ่งขึ้น] นอกจากนี้การบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-EU ไม่เพียงช่วยขยายการค้าระหว่างไทยกับ EU เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงในการส่งออกไปยัง EU ได้โดยตรง
ทั้งนี้หากสามารถเจรจาการค้าไทย กับ EU ได้สำเร็จจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาระบุว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.28% ซึ่งปัจจุบันจีดีพีของไทยอยู่ที่ 2% กว่าๆ การเจรจาFTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้เกินกว่า 3% ต่อปี ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ