เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 67,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 67,250 บาท
เปิดพอร์ตประกันสังคม 3 ล้านล้าน โกยผลตอบแทน 5.7 หมื่นล้าน เปิด 10 หุ้นใหญ่ในพอร์ต
Finance เปิดพอร์ตประกันสังคม 3 ล้านล้าน โกยผลตอบแทน 5.7 หมื่นล้าน เปิด 10 หุ้นใหญ่ในพอร์ต
ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับอุทธรณ์ ปม คุณสมบัติ กสทช. ของ “นพ.สรณ”
Tech ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับอุทธรณ์ ปม คุณสมบัติ กสทช. ของ “นพ.สรณ”
คลังขาย ‘พันธบัตรออมพลัส’ รอบใหม่อีก 4,000 ล้าน ดอกเบี้ย 1.80-2.80% เริ่ม 26 ต.ค.นี้
Finance คลังขาย ‘พันธบัตรออมพลัส’ รอบใหม่อีก 4,000 ล้าน ดอกเบี้ย 1.80-2.80% เริ่ม 26 ต.ค.นี้
อีสท์สปริงเปิด RMF ใหม่ ลงทุนหุ้นเทคโลก ชู NVIDIA-Microsoft เริ่มต้น 1 บาท
Finance อีสท์สปริงเปิด RMF ใหม่ ลงทุนหุ้นเทคโลก ชู NVIDIA-Microsoft เริ่มต้น 1 บาท
MTC ประกาศดอกเบี้ย Social Bond 4 รุ่น ระหว่าง 2.65 – 3.90% เสนอขายผู้ลงทุนทั่วไป 27 – 29 ต.ค. นี้
Finance MTC ประกาศดอกเบี้ย Social Bond 4 รุ่น ระหว่าง 2.65 – 3.90% เสนอขายผู้ลงทุนทั่วไป 27 – 29 ต.ค. นี้
SCB EIC คาดไทยคงดอกเบี้ยถึงปี’70 ชี้บาทปลายปีแตะ 33 บาท ชูหุ้น AI กำไรโต 34%
Finance SCB EIC คาดไทยคงดอกเบี้ยถึงปี’70 ชี้บาทปลายปีแตะ 33 บาท ชูหุ้น AI กำไรโต 34%
‘อนุทิน’ คุยอดีตผู้นำญี่ปุ่น ย้ำดูแลผู้ผลิตรถเดิม หยอดชวนไทยร่วมห่วงโซ่การผลิต EV ญี่ปุ่น
Politics ‘อนุทิน’ คุยอดีตผู้นำญี่ปุ่น ย้ำดูแลผู้ผลิตรถเดิม หยอดชวนไทยร่วมห่วงโซ่การผลิต EV ญี่ปุ่น
IMF ชี้เอไอเสมือนสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า อาจดันเศรษฐกิจโลกโตกว่า 3%
World IMF ชี้เอไอเสมือนสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า อาจดันเศรษฐกิจโลกโตกว่า 3%
ทองคำ Q4 ขาขึ้น 5 ปีรวด ลุ้นสิ้นปีแตะ 5,000 ดอลลาร์ ทองไทยมีโอกาสพุ่ง 77,000 บาท
Finance ทองคำ Q4 ขาขึ้น 5 ปีรวด ลุ้นสิ้นปีแตะ 5,000 ดอลลาร์ ทองไทยมีโอกาสพุ่ง 77,000 บาท
ดูทั้งหมด

“บรรยง พงษ์พานิช” ล่องเจ้าพระยา ใคร่ครวญประเทศ รื้อกฎหมาย 7 แสนฉบับ-ล้างคอร์รัปชัน

29 พ.ย. 2561 | 09:47น.

“บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวบรรยายหัวข้อ “ล่องเจ้าพระยา ใคร่ครวญอนาคตประเทศ” วันพุธ 28 พฤศจิกายน 2561 สรุปสาระสำคัญแบบคำต่อคำ ดังนี้

+++

…ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้ออกมาบอกคนจีนให้อดทนเพราะจีดีพีปีนี้ไม่เกิน 6.2% โดยที่คนจีนมีรายได้ต่อหัวต่อปีคนละ 9,000 เหรียญสหรัฐ

เทียบกับไทยซึ่งมีรายได้ 6,000 เหรียญต่อคนต่อปี จีดีพีไตรมาส 3/61 เหลือ 3.3% ชะลอตัวจากไตรมาส 1/61-2/61 อย่างมีนัย ใส้ในก็มีกลิ่นตุตุ

สรุป ประเทศไทยในทางเศรษฐกิจเราติดกับดักเกือบ 20 ปี ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 แม้แต่ในยุคนายกรัฐมนตรีที่นั่งบริหารประเทศ 5 ปี ไทยเคยได้รับการพูดถึงในฐานะมหัศจรรย์แห่งเอเชีย Miracle of ASIA

เศรษฐกิจเราเคยเติบโตปีละ 3% มานานสิบปี มีการอัดสรรพกำลังทุกอย่างแต่โตได้แค่ 4% อะไรคือปัญหา

10 ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะอาเซียน ไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในประเทศกำลังพัฒนาเกือบทั้งโลก ถ้าไปในอัตรานี้ ประเทศที่เคยได้ชื่อว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอย่างพม่า เขมร เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจโตเกินปีละ 6% เขาอาจล้ำหน้าไทยไป

ปัญหาประเทศไทยมีอะไร… มีมากมายทุกๆ ด้าน ประเทศไทยได้ชื่อว่า sick man of ASIA เช่น ปัญหาแก่ก่อนรวย คือการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ที่จะสร้างสรรค์เศรษฐกิจต่อไปในอนาคต ปัญหาคนไทยมีอายุสูงพ้นวัยทำงาน

ในขณะที่เป้าหมายประเทศพัฒนาแล้วต้องมีรายได้ต่อคนต่อหัว 12,000 เหรียญ ประเทศไทยมาได้ครึ่งทางแล้ว

เรามีอัตราเกิด 1.4 ต่อผู้หญิง 1 คน สวีเดนมี 1.9, อังกฤษมี 1.7 เราต้องอยู่กับมัน ทางแก้อาจรับคนเข้ามาอยู่ในประเทศ แต่อย่างที่ทราบคนที่อยากเข้ามามักเป็นคนคุณภาพต่ำกว่าที่ต้องการ ในขณะที่คนทักษะสูงก็พยายามกีดกันไว้

ต่อมา ปัจจัยเรื่องการศึกษา เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าการศึกษาของบ้านเราล้มเหลว ไม่ตอบโจทย์ ไม่สามารถยกระดับบุคลากรให้เพิ่มผลิตภาพโดยรวมของประเทศได้

การปฏิรูปการศึกษาวันนี้ กว่าจะเห็นผลต้องรอ 10-20 ปี

ในด้านอุปสรรคใหญ่อีกเรื่องคือคอร์รัปชัน ฝังรากลึกในสังคมไทย ระบาดไปทั่ว เอาทรัพยากรแล้วยังทำให้นโยบายบิดเบือน ในทางวิชาการบอกว่าคนโกง 1 ล้าน จะส่งผลลบต่อทั้งระบบ 10 ล้านหรือสิบเท่า

เช่น มีพ่อค้าสามารถ monopoly จ่ายเงินไปสัก 2-3 พันล้าน ผลประโยชน์ที่เขาจะได้เป็นแสนล้าน มาจากผู้บริโภคทั้งหลาย เป็นศักยภาพการแข่งขันที่โดนบิดเบือน

เรามีการปฏิรูปมานานตั้งแต่ทำกลางถนนเมื่อปี 2557 เราจะมีทิศทางไปทางไหน ชวนมองว่า เวลาเราพูดถึงการพัฒนา ซึ่งค่อนข้างพิสูจน์ว่าประเทศพัฒนาแล้วประชากรมีความสุขไปด้วย

มองไปประเทศพัฒนาแล้ว และมีการกระจุกตัวไม่มาก มีทั้งความมั่งคั่งและการกระจาย มี 3 เงื่อนไขที่เขามีคล้ายๆ กัน

1.เทียบอินเด็กซ์ความร่ำรวย วัดจาก per capita GDP 20 ประเทศแรกร่ำรวยสุดในโลก

2.เปิดดูอินเด็กซ์ความเป็นประชาธิปไตย EIU พบว่า 20 ประเทศประชาธิปไตยสูง มีมายาวนาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงมีการเลือกตั้ง โดยไทยอยู่อันดับ 60 ปัจจุบันอยู่อันดับ 102 ถ้าไม่เลือกตั้งปีหน้าคงอยู่เหนือเกาหลีเหนือนิดเดียว

ประชาธิปไตยยังมีองค์ประกอบภาคประชาสังคมเข้มแข็ง มี rule of law

3.อินเด็กซ์ corruption perception index อินเด็กซ์ความไม่ (รับสินบน) เป็นอินเด็กซ์ความโปร่งใส

ทั้งสามอินเด็กซ์อันดับหนึ่งประเทศเดียวกันหมด มีเพียงความร่ำรวย โปร่งใสอยู่อันดับหนึ่ง แต่ความเป็นประชาธิปไตยอยู่อันดับ 69 คือสิงคโปร์

คำถามคือ ทำอะไร ทำยังไง ตีมหรือแนวที่ประเทศไทยควรไป มองด้านเศรษฐกิจเป้าหมายมี 3 อย่างคือ “มั่งคั่ง แบ่งปัน ยั่งยืน”

“มั่งคั่ง” คืออัตราการเติบโต แต่ไม่ใช่กระจุกแค่เจ้าสัวไม่กี่คน ต้องมีการกระจายที่ดี เรื่องมั่งคั่งเรามาครึ่งทางแล้ว คนไทยรายได้ 6,000 เหรียญต่อคนต่อปี เราอยู่อันดับท้ายรองจากรัสเซียและอินเดีย ซึ่งประเทศไทยคน 1% แรกถือทรัพย์สิน 58.0% ของทั้งประเทศ อันดับ 4 อินโดนีเซียวัดกับ 49% ฯลฯ

นั่นคือมาตรการต่างๆ ของไทยไม่ประสบสำเร็จ เช่น ประชานิยมลดความเหลื่อมล้ำ ความพยายามเก็บภาษีผู้มีรายได้มากให้ได้มากขึ้น ตอนนี้มีสองตัวเพิ่งออกมา เช่น ภาษีมรดกออกมาสามปีเก็บได้เกือบสิบล้านบาท

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตอนแรกโดนหนักแต่ของจริงที่ออกมาสบาย เพราะมีวิธีเลี่ยงเยอะแยะไปหมด

ในด้านความยั่งยืน เราต้องสามารถพัฒนาเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ระยะสั้นไม่ต้องกังวล แต่จะแป้กอย่างยั่งยืน คือเติบโตช้าๆ ไปตลอดหรือเปล่า (ในเรื่องความมั่นคง)

ประสบการณ์ 40 ปี ดีอย่างหนึ่งของประเทศไทย และไม่มีใครพูดถึง รายละเอียดคือ ตีมเหมาะสมที่สุดของประเทศไทย มีสองคำ คือ neo liberal กับ welfare

คำว่านีโอลิเบอรอล แนวคิดคือรัฐทำแต่สิ่งที่จำเป็น รัฐปล่อยให้ตลาดทำงานให้มากที่สุด รัฐจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกรณีตลาดล้มเหลว หรือเกิดผลกระทบต่อสิ่งที่เขาปกป้องตัวเองไม่ได้ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ

Market failure หน้าที่รัฐวางกลไก กฎเกณฑ์ของตลาดให้สมบูรณ์ แต่เมื่อใดที่ตลาดไม่สามารถทำงานได้ เช่น กรณีต้องพัฒนาในพื้นที่เอกชนไม่ทำ รัฐต้องก้าวเข้าไปเกี่ยว มีหลายวิธี เช่น ชดเชย กดดันให้เอกชนทำ

วิธีเลวที่สุดคือรัฐลงไปทำเอง

Market failure อีกอันคือเกิดการผูกขาด เกิดการแข่ขันน้อยราย รัฐต้องเข้าไปทำลายการผูกขาด ในกรณีทำลายไม่ได้ เช่น สนามบิน รัฐต้องเข้าไปควบคุมไม่ให้ใครก็ตามที่ทำ (ราชการ/รัฐวิสาหกิจ) ไปผูกขาดหรือบิดเบือน

แต่รัฐต้องไม่โมโนโพลีเอง เช่น เปิดประมูลดิวตี้ฟรี single

ประเด็น neo liberal ในประเทศไทย ชัดเจนว่ารัฐเราใหญ่เกินไปทั้งบทบาทและอำนาจ วิธีทำยังไงจะไปลด ซึ่งรัฐทำผ่านกฎหมาย หน่วยงาน และรัฐวิสาหกิจที่รัฐควบคุมดำเนินงาน หลักการง่ายๆ ต้องลดให้มากที่สุด

มีความพยายามที่จะทำ เช่น ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ยังไม่ออกมาเพราะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์

ผมส่งเสริมความพยายามที่จะลดกฎหมาย กฎระเบียบ ไทยมีกฎหมาย 7 แสนฉบับ แต่ถ้าเอาท้องถิ่นออกไป 5 แสนกว่าฉบับ จะเหลือ 1 แสนฉบับ ต้องรีวิวใหม่แน่นอนเพราะถ้าไม่รีวิวเราทำอะไรก็ผิด

แต่การจะเลิก เดิมจะแก้กฎหมายใช้เวลา 2 ปี มีเป็นหมื่นฉบับจะใช้เวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่ไหว มีกระบวนการที่พยายามทำกันอยู่ “regularity giyotin”

เรื่องที่สอง หน่วยงานของรัฐแยกไปทำ เช่น ธปท.ทำระบบอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ ตอนต้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าไม่มีผล แค่ปาหี่ เขาใช้คำว่าเหมือนกังหันลม กว่าจะเขยื้อนได้มันยาก แต่ถ้าเขยื้อนได้แล้วจะมีโมเมนตั้ม

อีกเรื่อง กระบวนการต่อต้านคอร์รัปชัน ผมทำมา 7 ปี รู้สึกดีแม้พวกเราไม่รู้สึกว่าเห็นผล แต่ในฐานะคนทำงานเราเห็นความคืบหน้าหลายๆ จุด

คอร์รัปชันเราไปลบทันทีไม่ได้หรอก เพราะปีหนึ่งป็นแสนล้าน มีคนบอกว่าคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในสายเลือดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย

แต่อนาคตต้องกำจัดให้จงได้ ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีทางไปสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์

ส่วน welfare คนยังสับสนรัฐสวัสดิการกับสังคมนิยม ผมไปดูงานยุโรปที่ทำเวลแฟร์เต็มที่เขามีระบบตลาดเต็มที่ แต่มีกระบวนการย้ายวัตถุดิบจากภาคที่ไม่จำเป็นไปหาภาคที่จำเป็น เช่น การมีบุตร คลอดแล้วเขามั่นใจว่าลูกจะได้รับการศึกษาที่ไม่แตกต่างกันมาก รวมถึงการรักษาพยาบาล

เช่น ดูงานโรงพยาบาลเอกชนประเทศสวีเดนมี 14% ที่เหลือ 86% เป็นโรงพยาบาลของรัฐ โรงเรียนเช่นกัน เขาให้ตลาดทำงานและแข่งขันกัน คุณได้คูปองจากรัฐแล้วไปเลือกซื้อ ที่ไหนให้คุณภาพดีก็ไปเลือกที่นั่น ให้ตลาดทำหน้าที่

สังคมนิยมคือรัฐทำให้ทุกอย่าง แต่นีโอลิเบอรอลกับเวลแฟร์ ไม่ใช่สังคมนิยม

วันนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่นำเสนอได้ตรงจุด ถ้ามีผมจะเลือก

+++