ยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์-
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
ยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้หัวหน้าพรรคคนเก่าที่มาจากวิธีสรรหา แผนใหม่โดยวิธีหยั่งเสียงสมาชิกพรรค เพื่อเป็นข้อมูลในการลงมติเลือกหัวหน้าพรรคของคณะกรรมการบริหารพรรค
ขอแสดงความคารวะต่อการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เพราะทำให้หวาดเสียวไปทั่วว่าจะเพลี่ยงพล้ำกับกลุ่มหัวหน้าชุมนุมข้างถนน กปปส. ซึ่งเป็นการเมืองนอกสภาผู้แทนราษฎร แต่อ้างว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน เพื่อปูทางให้ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหาร แม้จะหลงผิดบ้าง เมื่อคราวได้รับการยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร
ชาวประชาธิปัตย์ขนานนามพรรคตนเองว่า เป็น “พรรคแมลงสาบ” เพราะแมลงสาบเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่อยู่รอดมาได้ เมื่อโลกถูกชนด้วยดาวพระเคราะห์ จนเกิดไฟลาวาท่วมแผ่นดิน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ไดโนเสาร์ เต่าพันปี ต้นไม้ต้นไร่ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ วิกฤตวินาศ ต่างถูกทำลายหมดสิ้น เหลือแต่แมลงสาบ
พรรคประชาธิปัตย์เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2489 เพื่อแข่งขันต่อสู้กับพรรคสหชีพ และพรรคแนวรัฐธรรมนูญของ นายปรีดี พนมยงค์ มันสมองคนสำคัญของคณะราษฎร ที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
และเป็นธรรมดาเมื่อต้องต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยผู้มีอำนาจเป็นรัฐบาล ก็ย่อมแพ้การเลือกตั้งแก่ฝ่ายรัฐบาลเสมอมา
แต่ก็สามารถเขย่าบัลลังก์พรรคที่รัฐบาลเผด็จการทหารก่อตั้งได้ เช่น ในกรณีการเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 ทำให้ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารในปี 2502
ความคุกรุ่นที่ทำให้เกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 และแม้จะได้เป็นรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจากประชาธิปัตย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ไม่อาจยับยั้งการทำรัฐประหารของฝ่ายทหารได้
หลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการนักศึกษาซึ่งมีการติดต่อกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สร้างความสับสนวุ่นวายจนเกิดสภาพอนารยะ ปกครองไม่ได้ หรือ anarchy จนมีรัฐประหารกวาดล้างขบวนการนิสิตนักศึกษา ทำให้นักศึกษาส่วนหนึ่ง “เข้าป่า” เพื่อร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย
แม้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะถูกรัฐประหาร แต่ฝ่ายทหารก็ไม่ทำลายพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับที่ทำลายพรรคสหชีพ และพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่เสนอเค้าโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ หรือ state capitalism ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับโดยชนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับสูงในประเทศไทย
จนผู้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าวต้องยอมถอยและเนรเทศตนเองไปอยู่ที่ฝรั่งเศสชั่วคราว
เมื่อเกิดกรณีสวรรคตขึ้นเมื่อปี 2489พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาฝ่ายตรงกันข้ามโดย นายเลียง ไชยการ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ไปตะโกนกล่าวหาที่โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง จนในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารโดย จอมพล ผิน ชุณหะวัณ บิดาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วไปเชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งพาประเทศเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อแพ้สงครามก็กลับไปเลี้ยงไก่อยู่ที่ลำลูกกา ที่ดินมรดกของท่านกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
แต่ท่านขอให้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีก่อน เพราะเกรงว่าฝ่ายพันธมิตรอันมี อังกฤษ ฝรั่งเศส คอยคัดค้าน และจะให้ปฏิบัติต่อประเทศไทยอย่างประเทศแพ้สงคราม
แต่เนื่องจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รับเป็นหัวหน้ารัฐบาลเสรีไทย จึงรอดพ้นมาได้
เมื่อประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ได้มีจำนวน ส.ส.มากเป็นที่ 2 ต่อจากพรรคความหวังใหม่ แต่พรรคความหวังใหม่ไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
ตั้งแต่นั้นมาพรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่รอดปลอดภัยมาเรื่อย ไม่ว่าจะมีปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีระบอบประชาธิปไตย สามารถเข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายทหารได้ทุกครั้งในสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบสามารถรักษาระบบรัฐสภาให้ถ่วงอำนาจกับกองทัพได้
พรรคการเมืองอื่นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตามสถานการณ์ของประเทศที่มีการต่อสู้ระหว่างกองทัพกับพรรคการเมืองเรื่อยมา แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังคงอยู่ต่อไป
เมื่อกระแสสังคมนิยมมาแรง เมื่อสหรัฐอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม ประชาธิปัตย์ต้องลู่ไปตามกระแสลมตะวันออกที่พัดแรง โดยเสนอลัทธิ “สังคมนิยมอ่อน ๆ” ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของคนชั้นสูง ทั้ง ๆ ที่ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร เพราะคำว่าสังคมนิยมย่อมเป็นที่แสลงหู
เช่นเดียวกับอเมริกาที่คำว่า สังคมนิยม เป็น “คำสกปรก” หรือ dirty word ในช่วงนั้นชื่อพรรคการเมืองมีคำว่า “สังคม” อยู่มาก แม้กระทั่งพรรคการเมืองที่ คุณพจน์ สารสิน เป็นหัวหน้า โดยมีจอมพลสฤษดิ์อยู่เบื้องหลัง ก็ใช้ชื่อพรรคว่าสังคมชาติ ซึ่งตรงกับชื่อพรรคนาซีว่า National Socialist พรรประชาธิปัตย์ก็อยู่ได้ แม้จะสลบไปชั่วคราว เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ฟื้นคืนชีพ และชูนโยบายระบบเศรษฐกิจเสรี ขณะที่พรรค ๆ อื่นไม่กล้าจะเสนอเช่นนั้น
พรรคประชาธิปัตย์ในระยะที่กระแสการเมืองสนับสนุนพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร เพราะเสนอนโยบายที่โดนใจคนรากหญ้า หรือ grass root ซึ่งฝ่ายต่อต้านไม่อยากจะใช้คำนี้ โดยเลี่ยงไปใช้คนฐานราก หรือเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งไม่ทราบจะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
จะแปลว่า “root base” ก็คงไม่ใช่ จะแปลว่า “base root” ก็ฟังดูเชย และแปลไม่ได้ แต่รัฐบาล พล.อ.
สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้นำมาใช้จนถึงปัจจุบันไม่สื่อความหมายอะไรเลย แต่ประชาธิปัตย์ก็ใช้ตาม
เมื่อ “นายหัว” ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคประจำภาคใต้และกรุงเทพฯ สามารถสร้างกระแสภาคนิยมได้สำเร็จ พรรคไทยรักไทยก็ทำตาม โดยสนับสนุนให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคประจำภาคอีสานและภาคเหนือได้สำเร็จ
และสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้” แต่เนื่องจากภาคอีสานและภาคเหนือมีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากกว่าภาคใต้และกรุงเทพฯ สำหรับกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น คะแนนในแต่ละเขตเหลื่อมกันไม่มาก
ในการเลือกตั้งคราวต่อไป จะย้อนไปสู่ระบบกองทัพจัดตั้งพรรคของตนเองลงสนามเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเมื่อครั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา จอมพลสฤษดิ์ตั้งพรรคชาติสังคม
ต่อมาถึงจอมพลถนอม ตั้งพรรคสหประชาไทย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พรรคชาติประชาธิปไตย พรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พรรคสามัคคีธรรมของ คุณณรงค์ วงศ์วรรณ แต่ในที่สุดก็ล้มหายตายจากไปหมด เมื่อผู้อุปการคุณลงจากอำนาจไป แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงอยู่
เมื่อจะมีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐร่วมมือกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่เป็นกบฏแตกออกจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อลงเลือกตั้ง แต่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงอยู่และคอยเข้าร่วมกับรัฐบาลทหารต่อไป ไม่เป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลทหาร แต่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับพรรคเพื่อไทยต่อไป เพราะถ้าประกาศเสียแต่ต้น อย่างเดียวกับพรรค สุเทพ จัตุมงคล ก็เกรงว่าจะเสียคะแนนกับผู้ที่รักประชาธิปไตย ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะทำให้ชาวประชาธิปัตย์เวียนหัวกันโดยทั่วไป
ในยามที่มีการแตกกันอย่างรุนแรงระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ชัยชนะของหัวหน้าพรรคคนเดิมต่อตัวแทนของ กปปส. ที่แตกออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ และหวังจะส่งหมอ วรงค์ เดชกิจวิกรม มายึดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในกรณีนั้น นายอภิสิทธิ์คงต้องลงจากหัวหน้าพรรค แต่ด้วยบารมีของเทพเจ้าของชาวใต้ที่ได้โดดลงมาเดินสายช่วย นายอภิสิทธิ์จึงชนะการหยั่งเสียงด้วยคะแนนเพียง 9 พันคะแนนกว่า ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเทพเจ้าชาวใต้ไม่ลงมา พรรคประชาธิปัตย์คงต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคไปแล้ว ไม่เช่นนั้นพรรคแมลงสาบอาจจะถูกจระเข้หน้าดำแขนคอกกลืนเข้าพรรค รปช.ไปแล้ว แต่ความเป็นพรรคแมลงสาบที่มีเทพเจ้าชาวใต้คุ้มครองอยู่ จึงรอดพ้นมาได้
แต่อย่างไรก็ชี้ให้เห็นความเป็นประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองพรรคเดียวที่อ้างได้ว่าเป็นพรรคการเมืองของสมาชิกพรรค ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แม้จะมีเทพเจ้าชาวใต้ซึ่งยังคงบารมีอย่างเหลือล้น ยังมีรูปแขวนไว้เกือบทุกบ้าน ทุกอาคารในจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่บางสะพานลงไปถึงสงขลา สุราษฎร์ธานีลงไปที่พูดภาษาไทยสำเนียงภาคใต้ ยกเว้น 4 จังหวัดภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน
ขอแสดงความยินดีกับประชาธิปัตย์อีกครั้งที่ยังคงอยู่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป เพราะหน้าที่นี้ไม่มีใครทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญพอ ๆ กับการเป็นหัวหน้ารัฐบาล และหวังว่าประชาธิปัตย์คงไม่เข้าร่วมกับรัฐบาลพรรคพลังอำนาจรัฐ ซึ่งจัดตั้งโดยเหล่าบริวารของทหารผู้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย สำหรับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่แตกแยกออกไปก็ช่างเขาเถิด เขาไม่ใช่ประชาธิปัตย์แท้
ยินดีที่ประชาธิปัตย์รอด ไม่ถูกกลืนโดย กปปส.
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรืสแกน QR Code
