เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
ไทยเตรียมยกทัพบุกญี่ปุ่น ‘เอกนิติ-บีโอไอ-กกร.’ ถก 6 ค่ายรถ ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
Economic ไทยเตรียมยกทัพบุกญี่ปุ่น ‘เอกนิติ-บีโอไอ-กกร.’ ถก 6 ค่ายรถ ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ปลุก Reinvent ยกเครื่องไทย เข้าใจทุกคนอยากบริหาร-แต่ต้องยึดกติกา
Politics ปลุก Reinvent ยกเครื่องไทย เข้าใจทุกคนอยากบริหาร-แต่ต้องยึดกติกา
‘ษัษฐรัมย์’ แฉสอดไส้ พ.ร.บ.ประกันสังคม รวบอำนาจกลับข้าราชการ-ตัดสิทธิ์บอร์ดเลือกตั้ง
Politics ‘ษัษฐรัมย์’ แฉสอดไส้ พ.ร.บ.ประกันสังคม รวบอำนาจกลับข้าราชการ-ตัดสิทธิ์บอร์ดเลือกตั้ง
รถไฟยันใช้กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 1.8 หมื่นล้านอย่างรอบคอบ เดินหน้าบริหารทรัพย์สินเพิ่มรายได้
Economic รถไฟยันใช้กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 1.8 หมื่นล้านอย่างรอบคอบ เดินหน้าบริหารทรัพย์สินเพิ่มรายได้
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
‘โฮมโปร-เมกาโฮม’ ขานรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หนุนคนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด
Real Estate ‘โฮมโปร-เมกาโฮม’ ขานรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หนุนคนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด
แอมเนสตี้แฉ ‘บริษัท รปภ.กัมพูชา’ โยงใยทหาร-นักการเมือง เอื้ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์หมื่นล้าน
News แอมเนสตี้แฉ ‘บริษัท รปภ.กัมพูชา’ โยงใยทหาร-นักการเมือง เอื้ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์หมื่นล้าน
อาหารสัตว์เลี้ยงยอดโต 2 หลัก ‘เบทาโกร-ITC’แข่งขายสุขภาพ
ข่าวหน้า 1 อาหารสัตว์เลี้ยงยอดโต 2 หลัก ‘เบทาโกร-ITC’แข่งขายสุขภาพ
ดูทั้งหมด

TU ลุยปรับพอร์ตธุรกิจใหม่ ลดช็อปรง.มุ่งบุกตลาดจีน-

24 ธ.ค. 2561 | 07:00น.

ราชาทูน่า TU ปรับพอร์ตธุรกิจ ตั้งเป้าพลิกยอดขายปี”62 โต 5% ทะลุ 1.4 แสนล้านหลังชะลอมา 3 ปี โฟกัสธุรกิจหลักที่ทำกำไร-เติบโตสูง เร่งสปีดธุรกิจใหม่ดัน “น้ำมันทูน่า” เพิ่มดีกรีบูมอีคอมเมิร์ซลุยตลาดจีน รุกตั้งศูนย์บ่มเพาะสตาร์ตอัพผนึก “ธรรมชาติรีเทล” ปั้นแบรนด์ซีฟู้ดหวังขึ้นแท่น “seafood expert”

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2562 บริษัทมีแผนจะปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจใหม่ โดยจะให้น้ำหนักธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตและการทำกำไรสูง คือ ธุรกิจ marine ingredi-ent และธุรกิจที่มีการเติบโต และมีตลาดที่เติบโตสูง (high growth high market) เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร และเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในธุรกิจหลัก ไม่เน้นการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ (M&A) เหมือนช่วงก่อนหน้านี้

“หากเป็นกลุ่มที่ไม่ทำกำไร ก็จะพิจารณาดาวน์ไซซ์ ยุบเลิก ซึ่งมีแนวทางชัดเจนอยู่แล้ว ล่าสุดได้ปิดโรงงานแซลมอนในสกอตแลนด์ วันนี้เราไม่ต้องการเสียเวลา เสียทรัพยากรสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่จะรักษาอัตราการทำกำไรเพื่อให้ทียูมีคุณภาพ และแข็งแรงมากขึ้น เนื่องจากรายได้ไม่เติบโตมา 3 ปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ ถือว่าแย่สุด เกือบไม่มีกำไรจากปัญหาวัตถุดิบที่ลดลงรวดเร็ว และค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ทิศทางไตรมาส 3 และ 4 จะดีขึ้น เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของกุ้ง หากให้ประเมินภาพรวมธุรกิจปี 2561 ยากลำบากแน่นอน และเราไม่พอใจ”

ปี 2025 แตะ 8 พันล้านเหรียญ

ทียูจะวางแผนธุรกิจใหม่สำหรับปี 2025 จากเดิมกำหนดแผนปี 2020 จะดันยอดขายให้ได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าจะทำได้ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ห่างจากเป้าหมาย 10% เนื่องจากยังไม่นับรวมรายได้ในส่วนของร้านอาหาร Red Lobster ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะบริษัทถือหุ้นส่วนน้อยเพียง 25% แม้ธุรกิจนี้จะเติบโต ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ขยายสาขานอกอเมริกา เช่น เปิดสาขาแห่งแรกที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนนี้ และกำลังจะเปิดที่ฟิลิปปินส์ จากเดิมมีสาขาในมาเลเซีย ญี่ปุ่น และดูไบ

“ปี 2020 มูลค่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐไม่ต้องไปพูดแล้ว แต่เราบริหารธุรกิจขนาด 7 พันกว่าล้านเหรียญสหรัฐ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอดเวลา ฉะนั้น คงดูปีต่อปี ปีที่แล้วอยู่ที่ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าปีนี้ไม่เติบโตก็คงอยู่ที่ตัวเลขยอดขายที่รายงานคือ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และคงโตขึ้นปีละ 5% น่าจะอยู่ที่ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อไปเป็น 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราพอใจที่ 5% แต่อัตราการเติบโตก็จะเป็นซิงเกิลดิจิตอย่างนี้ หากไม่มีการลงทุนเพิ่ม ถ้าลงเพิ่มก็โตได้อีก ซึ่งในปีหน้า M&A ไม่ได้เป็นไพรออริตี้ ถ้าไม่ได้เจออะไรที่ดีมาก ๆ จะเน้นเพิ่มอัตราการทำกำไรกระแสเงินสด ทำให้สถานะการเงินเข้มแข็งขึ้น”

ลอนช์น้ำมันทูน่า-บูมตลาดจีน

นายธีรพงศ์มั่นใจว่า แนวโน้มยอดขายปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกได้ 5% หรือมูลค่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (144,000 ล้านบาท) จากปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะมียอดขาย 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยช่วง 3 ไตรมาสแรกมียอดขาย 97,314 ล้านบาท (3,041 ล้านเหรียญสหรัฐ) ลดลง 1.9% จากไตรมาส 3 ของปีก่อน แต่ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4/2561 มีแนวโน้มดีขึ้น

เนื่องจากธุรกิจโรงงานน้ำมันทูน่าธุรกิจใหม่ที่ประเทศเยอรมนี ผ่านการตรวจสอบรับรองด้านคุณภาพเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของนมผงทารกแล้ว จะเริ่มทำการตลาดในกลุ่มผู้ผลิตนมผงแบรนด์ใหญ่ระดับโลก เช่น เนสท์เล่, มี้ด จอห์นสัน และแบรนด์สำคัญในประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ได้ในปี 2562 เป็นปีแรก คาดว่าจะมียอดขาย 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อมีตลาดชัดเจนยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านเหรียญสหรัฐใน 3 ปี ประกอบกับทิศทางตลาดจีนซึ่งได้ไปเริ่มทำตลาดร่วมกับกลุ่มอาลีบาบามาเป็นเวลา 2 ปีแล้วเติบโตค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ฐานตลาดจีนยังมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับภาพรวมของบริษัท แต่ก็พยายามผลักดันต่อเนื่อง

“แม้จะมีสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจจีนแผ่วลง แต่ตลาดจีนยังเติบโตสูงกว่าตลาดอื่น โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่เยือกแข็งมีตลาดค่อนข้างใหญ่ และมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก”

นอกจากนี้จะกระจายตลาดจากเมืองหลัก คือ เซี่ยงไฮ้ ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยมีขยายร่วมไปกับเหอหม่า ซูเปอร์มาร์เก็ตเครืออาลีบาบา รวมถึงการหารือกับพาร์ตเนอร์ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นในจีน เช่น เทนเซ็นต์ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าด้วย ส่วนการผลิตจะยังไม่ได้มีการลงทุนโรงงานในจีน แต่จะนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตอื่น ๆ แทน

หนุนนวัตกรรม-สตาร์ตอัพ

นายธีรพงศ์กล่าวถึงแนวทางในการสร้างอัตราการทำกำไร ซึ่งเป็นโฟกัสใหม่ว่า จะต้องเพิ่มมูลค่าบายโปรดักต์ โดยส่งเสริมนวัตกรรมต่าง ๆ พัฒนาความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบ ซึ่งช่วงต้นปี 2562 ทียูจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดทำโครงการสเปซเอฟ เพื่อค้นหาสตาร์ตอัพด้านอาหารที่มีแนวคิดดี ๆ มาต่อยอดทางธุรกิจ

ส่วนบริษัทจะสนับสนุนพื้นที่และอุปกรณ์ ซึ่งจะให้ใช้พื้นที่ตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะพัฒนาสตาร์ตอัพไอเดีย” หรือ Global Innovation Incubator ปีแรกจะคัดเลือกสตาร์ตอัพได้ 10 กลุ่ม และทยอยเพิ่มเป็น 30-40 รายในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า

รุกตลาดซีฟู้ดห้างหรู

ด้านตลาดในประเทศ ได้ร่วมลงทุนผ่านบริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอาหารทะเลสดในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และกลุ่มเซ็นทรัล 150 สาขา และมีร้านอาหารซีฟู้ด 5 สาขา คือ เดอะด็อกที่ทองหล่อ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ พารากอน ทั้งนี้บริษัท ธรรมชาติฯตั้งมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว แต่ทียูเพิ่งจะมาลงทุนในปีนี้ โดยถือหุ้นสัดส่วน 25.1% ร่วมกับบริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด ลิมิเต็ด ถือหุ้นสัดส่วน 49% และนางศันสนีย์ แกทเทนบี้ เดวี่ส์ 25.9%

“วันนี้โพซิชั่นของเราต้องการเป็น seafood expert ห้างสรรพสินค้าทุกที่ ร้านอาหารที่ต้องการซีฟู้ดต้องนึกถึงเราเป็นคนแรก”

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code