ดึง “คนเก่ง” เสริมแกร่ง ปั้นองค์กรฝ่าดิสรัปต์
อยู่ในวงการเทคสตาร์ตอัพจนคร่ำหวอด และเป็นที่ปรึกษาอิสระด้านเทคโนโลยีของ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มาตั้งแต่ปี 2558 แต่ล่าสุด “กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล” ได้ขยับมารับตำแหน่งประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) พร้อมภารกิจปั้น KBTG เป็น best technology organizations ในอาเซียน ภายในปี 2021เพื่อเป็นแพลตฟอร์มดึงดูดโฟกัสทางด้านเทคโนโลยี, เงินทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะ “คนเก่ง” ให้เทียบชั้นได้กับบริษัทเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค เช่น Go-Jek Grab
“ใน KBTG มีคนที่เก่งอยู่จำนวนมากในทุกแผนก และ KBank เป็นหนึ่งในองค์กรที่ปรับตัวล่วงหน้ามาเยอะ เพื่อที่จะผ่านกระแสดิจิทัลดิสรัปชั่น แต่โจทย์ของ KBTG ไม่ใช่ก้าวผ่าน แต่ทำให้ KBTG ดีในระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดคนที่มีทาเลนต์ ซึ่งสิ่งที่เขาอยากร่วมงานด้วย คือ องค์กรที่ดีที่สุด ดังนั้น ผมมีเวลา 1,080 วัน เพื่อพาไปถึงตรงนั้น”
ตลาดการเงิน 4 ล้านล้าน US
สำหรับตลาด financial service มีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ไม่มีตลาดไหนใหญ่เท่านี้แล้ว และยังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีกมาก
“ตอนนี้ทำเรื่องเพย์เมนต์ ต่อไปก็เลนดิ้งจะมาเป็นเทรนด์ในปีนี้ อนาคตออโตไฟแนนซ์ จากนั้นจะเข้าไปในอินชัวรันซ์ใน 2 ปี และจะครอสโอเวอร์กับธุรกิจอื่น ๆ เช่น เฮลท์ ต่อไปจะไม่มีการแบ่งแยกรูปแบบธุรกิจ และจะใช้ AI นำ”
แม้ภารกิจจะเข้มข้น แต่ “กระทิง” ย้ำว่าไม่ทิ้งภารกิจที่ “500 TukTuks” กองทุนย่อยในเครือ 500 Startups ของสหรัฐอเมริกา ที่มีเป้าหมายจะเข้าลงทุนในสตาร์ตอัพที่แข็งแกร่ง เพียงแต่ส่วนตัวจะโฟกัสที่ FoodTech พร้อมย้ำว่า การปั้นองค์กรให้เป็นที่ดึงดูดของบรรดา “ทาเลนต์” ที่จะเข้ามาช่วยพาองค์กรฝ่าคลื่นดิสรัปต์เป็นสิ่งที่องค์กรใหญ่ยุคนี้ควรให้ความสำคัญ และการจะทำให้สำเร็จต้องเข้าใจความต้องการของคนเก่ง ๆ เหล่านั้นก่อน
สิ่งที่ทาเลนต์ต้องการ คือ ต้องการทำในสิ่งที่มีความหมายและสร้างผลกระทบได้จริง โดยต้องพัฒนา 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.talent platform เพื่อดึงดูดให้คนเก่งอยากมาทำงานด้วย 2.work process การปรับระบบทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพ 3.talent playground สร้างที่ทางให้คนเก่งมีที่ปล่อยของ ประเทศอย่างอินโดนีเซียไปไกลด้านสตาร์ตอัพและเทคโนโลยี เวียดนามก็เร่งพัฒนาอย่างมาก ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์ก็ล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่คนเก่ง ๆ ที่มีความสามารถก็ยังอยากมาประเทศไทย เพราะด้วยบรรยากาศต่าง ๆ ที่ดูรื่นรมย์กว่า แต่ในไทยยังไม่มีพื้นที่ให้ “คนเก่ง” ได้ปล่อยของ
มุ่งโมเดล B2B2C
ขณะที่ซูเปอร์แอปเป็นเทรนด์ที่มาแน่นอน จะได้เห็นการต่อยอดจากธุรกิจหนึ่งไปอีกธุรกิจหนึ่งด้วยการหาพาร์ตเนอร์ เหมือนที่ LINE และ Grab ต่อยอดจากแชท จากธุรกิจขนส่ง
“เทรนด์ซูเปอร์แอปกำลังเกิดขึ้นกับอาเซียนเหมือนที่เกิดแล้วกับประเทศจีน เพราะปัจจุบันอาเซียนเหมือนกับประเทศจีนในปี 2008 ดังนั้น จะเห็นว่าจีนมาลงทุนที่อาเซียนหมด เพราะเขามองว่าอาจจะไม่ถึง 10 ปีอาเซียนจะเป็นเหมือนจีน คนไทยชอบความสะดวกสบาย เมื่อคนชินกับความสะดวก ไทยก็จะเป็นไปในทางนั้น”
แต่ปัญหาที่ทุกประเทศต้องเจอ คือ “คนที่มีทักษะ” มีไม่พอ เพราะทุกบริษัทก็ต้องการแต่ระบบการศึกษา ประเทศไทยยังผลิตไม่ทัน จึงขาดแคลนในทุกส่วนในวงการไอที ตั้งแต่ software engineer data architect enterprise architect machine learning data scientist UX
“เราต้องการอีก 300 คน ตั้งเป้าให้ได้ talent วันละ 1 คน ให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุด vision ของเรา คือ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุด”
ภาพรวมสตาร์ตอัพในปีที่ผ่านมาถือว่าดี โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ ๆ ของไทยตื่นตัว มี corporate venture capital (CVC) มากที่สุดในอาเซียน เพราะทุกรายตื่นตัวเรื่องดิจิทัลดิสรัปชั่น โดยธุรกิจ “อาหาร” กำลังจะถูกคลื่นดิสรัปต์ หลังจากคลื่นลูกแรกที่โดน คือ “คอมเมิร์ซ” ตามด้วย “มีเดีย”
“สตาร์ตอัพต้องไปพร้อมกับองค์กรเพื่อช่วยเสริมกันให้เติบโต แม้ว่าการทำงานจะต่างกัน จึงได้เห็นว่าองค์กรแยกบริษัทเพื่อให้คล่องตัวและเป็นพาร์ตเนอร์กับสตาร์ตอัพเพื่อเรียนรู้จากสตาร์ตอัพ ส่วนสตาร์ตอัพก็ต้องเรียนรู้จากองค์กรขนาดใหญ่เพื่อให้สเกลเติบโตขึ้นไปได้ มันเป็นเรื่องของเวลา และรูปแบบธุรกิจต้องเป็น B2B2C”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
