กนป.แก้ปาล์มราคาดิ่งเปิดคลังเพิ่ม-ชงครม.อนุมัติปตท.ส่งออก
กนป.รับข้อเสนอ 32 โรงกลั่นเปิดคลังกลาง “เพชรศรีวิชัย”-ชง ครม.ปลดล็อก ปตท.ส่งออกน้ำมันปาล์มอุ้มชาวสวน ดันราคา กก.ละ 3.20 บาท
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นำคณะลงพื้นที่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ติดตามการดำเนินมาตรการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไฟฟ้าของบริษัท ธนาปาล์ม โปรดักส์ จำกัด และบริษัท กรีนกลอรี่ จำกัด หลังจากทางกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิมที่เป็นคู่สัญญาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 32 ราย ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการค้าภายใน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 เรียกร้อง 3 เรื่อง คือ 1) ขอให้จัดการหาสถานที่เก็บ และชำระค่าน้ำมันปาล์มดิบที่รอส่งมอบ 2) จัดหาแหล่งเงินทุน 3) ชำระค่าน้ำมันปาล์มให้กับโรงงานระหว่างส่งมอบ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้กลุ่มโรงสกัดไม่สามารถเร่งรับซื้อผลปาล์มเพื่อเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าได้ จนเป็นเหตุให้ราคาปาล์มในตลาดลดลงเหลือ กก.ละ 2.40-2.60 บาท จากราคาที่ต้องรับซื้อของรัฐ กก.ละ 3.20 บาท
แหล่งข่าวจากวงการโรงสกัดกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาราคาปาล์มหลังจากที่ได้ทำหนังสือไป ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมคณะคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ครั้งที่ 1/2562 พิจารณาแนวทางยกระดับราคาผลปาล์ม (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%) ไปที่ กก.ละ 3 บาท ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ 1.ให้ กฟผ.เพิ่มกำลังการผลิตจาก 1,000 ตัน/วัน ปรับเพิ่มเป็น 1,500 ตันต่อวัน โดยการใช้น้ำมันปาล์มดิบรวม 1.6 แสนตัน โดย กนป.จะเปิดคลังเพิ่มที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งคาดว่าจะเป็นคลังกลุ่มเพชรศรีวิชัย ซึ่งเป็นเจ้าเดียวกับกรีนกลอรี่
“เพชรศรีวิชัยรายนี้จะถือว่าเป็นรายใหญ่ที่สุด มีถังเก็บกว่า 2 แสนตัน และยังทำขนส่งทางเรือ และเทรดดิ้งด้วย หากเปิดคลังนี้จะลดความวุ่นวายในการหารือรับมอบน้ำมัน ไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกงที่ยังค้างส่ง 1.2 แสนตัน”
ส่วนแนวทางที่ 2.จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ช่วยซื้อน้ำมันปาล์มดิบส่งออก 1 แสนตัน หากดำเนินการได้จริง คาดว่าจะแก้ปัญหาสต๊อกล้น และช่วยลดซัพพลายส่วนเกินของผลผลิตปี 2562/2561 ที่จะออกมา 17 ล้านตัน
นอกจากนี้ กนป.ยังมีโครงการจ่ายเงินเข้มแข็งชาวสวนปาล์ม อัตราไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ รวมเงิน 3,458 ล้านบาท จำนวน 1.5 แสนครัวเรือน พื้นที่ไม่เกิน 2.25 ล้านไร่ ซึ่งทางกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า มีเกษตรกรผ่านการสมัครเข้าร่วมโครงการ 2.49 แสนครัวเรือน มากกว่าเป้าหมาย 1.5 แสนครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ 8.99 แสนไร่ รวมเงิน 1,348 ล้านบาท