จัดพอร์ตการลงทุน รับเดือนพฤษภาฯ
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย เอกภาวิน สุทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์ จำกัด
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน คอลัมน์ในฉบับนี้ เรามาดูแนวโน้มตลาดในเดือน พ.ค.ว่าจะไปต่อหรือไม่…? หลังดัชนีขึ้นหาเป้าหมายบริเวณ 1,670-1,680 จุด ซึ่งผมมองไว้ในช่วงต้นเดือน เม.ย. และเมื่ออ่านแนวโน้มตลาดกันเสร็จแล้ว เรามากำหนดกลยุทธ์ และจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์กันนะครับ มาเริ่มที่แนวโน้มตลาดกันก่อน ซึ่งต้องบอกว่า ผมมองว่าในเดือนนี้จะมี upside จำกัด และ sell in may มีโอกาสเกิดขึ้น ซึ่งจากการศึกษาในอดีต 10 ปีหลัง ดัชนีในช่วงเดือน พ.ค.ปรับลงถึง 7 ครั้ง จาก 10 ครั้ง (ความน่าจะเป็นถึง 70%) ด้วยอัตราการปรับตัวลงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ -2.7% โดยกลุ่มที่มักปรับลง ได้แก่ พลังงาน (-1.5%) ปิโตรเคมี (-1.2%) แบงก์ (-1.2%) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้น ได้แก่ ยานยนต์ (+3.0%) โรงพยาบาล (+2.9%) กลุ่มอาหาร (+2.1%)
ขณะที่ตลาดอาจได้รับปัจจัยกดดันจาก 1) ระวังตลาดหุ้นสำคัญของโลกพักฐาน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐและจีนปรับขึ้นกว่า 20% ด้วยปัจจัยหนุนหลักจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม GDP สหรัฐใน 1Q19 ซึ่งการบริโภคดูยังไม่ฟื้นตัวนัก (+1.2%) ขณะที่การลงทุนหดตัวทั้งในภาคอสังหาฯ (-2.8%) และภาครัฐ (-0.1%) นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกอย่างเกาหลีใต้ ซึ่ง GDP กลับหดตัวเทียบ QOQ สร้างความเสี่ยง GDP ไทยใน 1Q62 ที่อาจต่ำกว่าคาด (est +3.0%, prev 3.7% YOY ; รายงาน 21 พ.ค.)
2) กำไรใน 1Q62 ของตลาดอาจต่ำกว่าคาด ซึ่งหลัก ๆ มาจากผลการดำเนินงานในกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี โดยพลังงานมาจากกลุ่มโรงกลั่น ซึ่งค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำ (กระทบ IRPC, PTTGC และ TOP) ส่วนปิโตรเคมีมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่าคาด (ตลาดเริ่มปรับประมาณการกำไรปีนี้ และปีหน้าของ SCC ลงแล้ว) ทำให้กำไรต่อหุ้นทั้งตลาด ซึ่งมองไว้ที่ 110 บาทต่อหุ้น จะถูกปรับลง สร้างแรงกดดันต่อ SET (มีโอกาส P/E ขึ้นมาที่ 15.50x ซึ่งดูตึงตัว)
3) ราคาน้ำมันเริ่มมี upside จำกัด เรามองประเด็นสหรัฐให้ผู้นำเข้าน้ำมัน 8 ประเทศ ยุตินำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ไม่ได้มองเป็นปัจจัยหนุนราคานัก และกลับมองว่าประเด็นนี้จะทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน ยกเลิกมาตรการลดการผลิต (ติดตามการประชุมใน มิ.ย.) ไปจนถึงส่งสัญญาณเพิ่มการผลิต ทำให้คาดราคาน้ำมันใน พ.ค.จะมี upside จำกัดไปจนถึงอ่อนตัวได้ เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มพลังงาน
4) ปัจจัยการเมืองอาจกดดันในระยะสั้น โดยเฉพาะหาก กกต.ไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ในวันที่ 9 พ.ค. (เส้นตาย คือ 23 พ.ค. ซึ่ง กกต.ต้องรับรองผลเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลังการเลือกตั้ง) หรือพรรคการเมืองที่เป็นตัวแปรสำคัญ อาจสงวนท่าทีไปจนถึงใกล้วันเปิดประชุมสภา (ต้องเปิดประชุมสภาภายใน 15 วัน หลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดในด้านความไม่ชัดเจน ทำให้จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ส่งผลให้คาดว่า SET ในเดือน พ.ค.จะมี upside จำกัด บริเวณ 1,690-1,700 จุด และจะพักตัวลงก่อน โดยมองกรอบล่างไว้ที่แนวรับ 1,645 และ 1,630 จุด ตามลำดับ
ดังนั้น กลยุทธ์ในเดือนพฤษภาคมนี้จึงใช้การ selective buy ในหุ้นที่ laggard หรือมีปัจจัยโดดเด่นเฉพาะตัวโดยเฉพาะด้านผลการดำเนินงาน ซึ่งได้แก่ BBL จากราคาหุ้น ที่ยัง laggard ขณะที่มี valuation น่าสนใจ, CHG ราคาหุ้น laggard เมื่อเทียบในกลุ่มโรงพยาบาล และคาดมี upside risk จาก positive surprise ของผลการดำเนินงานใน 1Q62, GFPT ด้วยปัจจัยหนุน ราคาไก่ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวลง ช่วยหนุนผลการดำเนินงาน, TRUE ราคาหุ้น laggard เมื่อเทียบ ADVANC และ DTAC ขณะที่ผลประกอบการมีแนวโน้มพลิกกลับมามีกำไร และ TU ด้วยปัจจัยหนุน ราคาวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงาน
…และพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ…ด้วยรักและหวังดี