SET ปิดตลาดร่วง 8.56 จุด ตามตลาดหุ้น ตปท.นักลงทุนกังวลสงครามการค้า-เสถียรภาพรัฐบาลชุดใหม่
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 พ.ค.62 ว่า ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยชะลอตัว ตั้งแต่ไตรมาส 3-4 ปี 2561 และต่อเนื่องในไตรมาส 1/62 ที่ตัวเลขก็ติดลบ ล่าสุดการเจรจาการค้ายังตกลงกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผลกระทบตรงนี้ยังคงมีผลกระทบต่อเนื่องกับไทย ส่วนปัจจัยในประเทศยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเสียงหรือการต่อรองขั้วรัฐบาลเป็นอะไรที่ก่ำกึ่ง ทำให้ค่อนข้างเป็นลบทั้งปัจจัยภายในและภายนอก จึงไม่แปลกที่หุ้นจะปรับตัวลง ทำให้วันนี้ปิดตลาดที่ 1,640.13 จุด ลดลง 8.56 จุด หรือ 0.52% ขณะที่มูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 41,018.02 ล้านบาท
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (14 พ.ค.62) มองว่า ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นปัจจัยบวก หลักๆ อาจจะเป็นแค่เรื่องจัดตั้งรัฐบาล แต่กระแสนี้ไม่มีนักลงทุนกล้าเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าจะพลิกล็อคหรือไม่ตอนเลือกประธานสภาฯ และการเลือกผู้นำที่ไม่รู้ว่าจะต่อรองกันถึงไหน จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาเพราะมองไม่ออกว่าจะออกมาหน้าไหน มันอาจจะพลิกล็อคหรือถ้าไม่พลิกล็อคก็จะโดยต่อรองกระจาย เพราะฉะนั้นต้องรอปัจจัยใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นความคาดหวังที่มาหนุนพอจะทำให้ตลาดหุ้นไทยรีบาวด์ได้
“คนไม่ได้คำนึงว่าจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้วภาพจะเป็นอย่างไร เสถียรภาพที่จะคุม อำนาจในการบริหารประเทศ มันอาจจะยากเพราะยังต้องยอมสลับตำแหน่งในกระทรวงสำคัญๆ ซึ่งการบริหารจัดการที่จะไปพร้อมๆ กัน มันไม่ง่าย เพราะจะมีเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ในเบื้องลึก ซึ่งมองยากจะทำอย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็งและเร่งที่จะกลับมากระตุ้นภายในประเทศ เพราะปัจจัยยภายนอกต้องยอมรับว่าอาจจะอ่อนแอกว่าที่คาดก็ได้คือ ส่งออกอาจไม่โต” นายธนเดชกล่าว
ฉะนั้นสถานการณ์ช่วงนี้ค่อนข้างเป็นลบ ต้องติดตามหากจัดตั้งรัฐบาลแล้วมีอะไรที่น่าสนใจในการออกนโยบายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองกรอบแนวต้านที่ 1,650 จุด ส่วนแนวรับที่ 1,620-1,630 จุด ช่วงนี้ควรพักการลงทุน เนื่องจากไม่มีอะไรที่ชัดเจนคือ หลังจากประกาศงบออกคนจะมองหาปัจจัยใหม่ ฉะนั้นปัจจัยหลัก 2 เรื่องยังไม่ชัด และยังออกไปในโทนเชิงลบ