เงินบาทแข็งค่าอย่างหนักช่วงท้ายสัปดาห์หลังกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ที่ (27/5) ที่ระดับ 31.79/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (24/5) ที่ระดับ 31.83/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังจากเมื่อวันศุกร์ (24/5) ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนประจำเดือนเมษายนออกมาลดลง 2.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมีนาคม พร้อมทั้งยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานประจำเดือนเมษายนออกมาลดลง 0.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมีนาคม สำหรับสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการเปิดเผยขณะที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นว่า ทางการสหรัฐยังไม่พร้อมที่จะทำข้อตกลงการค้ากับจีน ถึงแม้ว่าทางการจีนจะคาดหวังว่าจะสามารถทำข้อตกลงกับสหรัฐ ก่อนจะมีการเจรจาต่อรองอย่างเป็นทางการอีกครั้งก็ตาม
ขณะเดียวกันนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ส่งสัญญาณว่า ภาษีสินค้านำเข้าที่สหรัฐได้เรียกเก็บจากจีนนั้น อาจจะมีโอกาสที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก ในช่วงปลายสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงหลังสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้ากลับมาสั่นคลอนตลาดทั่วโลกอีกครั้งในวันศุกร์ (31/5) โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 5% จากสินค้าทั้งหมดที่มาจากเม็กซิโก โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน จนกว่าปัญหาการลักลอบเข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายจะยุติลง และจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนจนกว่าจะถึงระดับ 25% ในเดือนตุลาคม
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีไตรมาส 1/2562 ขยายตัว 3.1% ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.2% ขณะที่ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอการปิดขายลดลง 1.5% ในเดือนเมษายน ต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่ม 0.9% ทั้งนี้ นักลงทุนจะรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลในวันศุกร์ นอกจากนี้ ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และ 3 เดือนปรับตัวลดลงจาก 2.28% สู่ระดับ 2.21% ซึ่งต่ำกว่าระดับเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ 2.38% ซึ่งทำให้เห็นว่า นักลงทุนมองว่าเป็นสัญญาณถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มีเปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ประจำเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 95.91 เพิ่มขึ้น 2.03% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศเป็นหลักและเครื่องปรับอากาศที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ในวันศุกร์ (31/5) เงินบาทยังคงปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่องหลังนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาแล้ว 3 วันติดต่อกัน ด้วยยอดรวม 1.65 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า กระแสเงินทุนมีโอกาสไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดลงมาอยู่ต่ำกว่าของไทย โดยในวันนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิ 1.9 พันล้านบาท ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.61-31.89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/5) ที่ระดับ 31.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (27/5) ที่ระดับ 1.1208/09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/5) ที่ระดับ 1.1187/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังจากการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปที่ได้เสร็จสิ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้บ่งชี้ว่า กลุ่มพรรคสนับสนุน EU หรือ พรรคประชาชนยุโรป (EPP) และพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยและสังคมนิยม (S&D) นั้นยังคงครองเสียงข้างมากในสภา โดยพรรคประชาชนยุโรป (EPP) ได้รับที่นั่งในสภาไป 179 ที่นั่ง จากทั้งหมด 751 ที่นั่ง ส่วนกลุ่มพรรคประชาธิปไตยและสังคมนิยม หรือ S&D ได้ที่นั่งในสภา 152 ที่นั่ง
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ระบุว่ามีแนวโน้มที่กลุ่มพรรค EPP จะรวมกับกลุ่มพรรค S&D เพื่อสร้างแนวร่วมในสภา โดยคาดว่าจะได้สร้างแรงสนับสนุนจากกลุ่มพรรคเสรีนิยมและกลุ่มพรรคกรีน และสำหรับกลุ่มพรรคชาตินิยมซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านแนวคิด EU คาดว่าจะได้รับที่นั่งมากกว่า 170 ที่นั่ง หรือราวร้อยละ 23 จากที่นั่งทั้งหมดในสภา โดยการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปครั้งนี้ มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดในรอบ 20 ปี อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงกดดันหลังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอิตาลีกับสหภาพยุโรป (EU) ทั้งนี้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลอิตาลี เพื่อขอให้อิตาลีชี้แจงเรื่องฐานะการคลังที่ตกต่ำลง โดยความเคลื่อนไหวนี้อาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางกฎหมายระหว่าง EU กับรัฐบาลผสมของอิตาลี ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาดูความคืบหน้าประเด็นการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1114-1.1152 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1152/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (27/5) ที่ระดับ 109.42/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/5) ที่ระดับ 109.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (ฺฺBOJ) ได้มีการเปิดเผยในการประชุมสัมมนานักวิเคราะห์จากประเทศสมาชิก G20 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวในวันจันทร์ (27/5) ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน นั้นมีความไม่แน่นอนสูงมากและมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงขาลง อันเนื่องมาจากข้อพิพาทการค้า, การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและความไม่แน่นอนของการที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) สำหรับความวิตกกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และความกังวลเกี่ยวกับการอ่อนค่าของสกุลเงินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ได้แสดงความคิดเห็นว่าความวิตกกังวลดังกล่าวได้เริ่มบรรเทาลงแล้ว โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.45110.67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 108.75/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ