รัฐบาล คสช.ยื้อเพิ่มทุน “โปแตช” หวั่น PTTGC ถือหุ้นขัดข้อตกลงอาเซียน
รัฐบาล คสช. ยื้อเพิ่มทุนโปแตซฯไม่กล้าเคาะให้ “PTTGC” ใส่เงินเข้าถือหุ้นแทนรัฐบาล ครม.รับลูกคลังทุบโต๊ะให้ ก.ต่างประเทศหารือประเทศอาเซียนตีความ “บริษัทลูกรัฐวิสาหกิจ” ถือหุ้นในนามรัฐบาลประเทศเจ้าของโครงการใหม่ให้ชัด ฟาก สคร.ระบุการตัดสินใจต้องรอบคอบ เหตุมีผลกระทบหลายมิติ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้กระทรวงการคลังได้รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ผ่านมา รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามคำสั่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของรัฐบาลไทยในโครงการอาเซียนโปแตช (ประเทศไทย) เนื่องจากรัฐบาลไทยจะต้องมีการเพิ่มทุนในบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) เพื่อรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้นไว้ที่ 20% ตามข้อตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (Basic Agreement) ซึ่งจะต้องใช้เงินเพิ่มทุนอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายในปี 2564
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการช่วงที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลังเห็นว่า ควรให้มีการหารือกับประเทศสมาชิกภาคี เพื่อกำหนดนิยามคำว่า รัฐบาลประเทศเจ้าของโครงการ ให้หมายความรวมถึงบริษัทที่จดทะเบียน (บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในประเทศไทย) และกองทุนที่จัดตั้งตามมติ ครม.ด้วย หลังจากนั้นจึงจะสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และดำเนินการคัดเลือกบริษัทและกองทุนที่จะดำเนินการเพิ่มทุนแทนรัฐบาลต่อไป เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ
“รัฐบาลมีแนวทางจะให้บริษัทลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เข้าไปเพิ่มทุน แต่เนื่องจากข้อกฎหมายไม่ชัดเจนว่า จะตีความคำว่า รัฐบาลประเทศเจ้าของโครงการครอบคลุมถึงบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจด้วยหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องรอให้กระทรวงการต่างประเทศไปหารือกับประเทศภาคีสมาชิกให้ชัดเจนก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ โครงการอาเซียนโปแตชเป็นความตกลงระหว่างประเทศ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 โดยมติ ครม.วันที่ 18 ก.ย. 2533 เห็นชอบให้ดำเนินการทำเหมืองในจังหวัดชัยภูมิ จากนั้นก็มีการสำรวจและออกประทานบัตรเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2558 อย่างไรก็ดี ระหว่างนั้น ครม.มีมติเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2555 เห็นชอบหลักการให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของรัฐบาลไทย โดยมอบให้กระทรวงการคลังคัดเลือกรัฐวิสาหกิจที่เหมาะสมเข้ามาถือหุ้น
อย่างไรก็ดี ขณะนั้นไม่มีรัฐวิสาหกิจรายใดสนใจเข้าถือหุ้น ทำให้กระทรวงการคลังต้องเสนอทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2555 ทั้งนี้ เพื่อรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้นในส่วนของรัฐบาลให้ไม่น้อยกว่า 20%
ขณะที่ต่อมาทางบริษัทต้องการเพิ่มทุนอีก โดยมีแผนเพิ่มทุนระหว่างปี 2560-2562 รวม 3,612,728,700 บาท แบ่งเป็นปี 2560 จำนวน 1,810,001,700 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเป็นเงิน 10,974,386 บาท ส่งผลให้กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัท จำนวน 5,611,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว ส่วนปี 2561 ต้องเพิ่มทุนอีกจำนวน 800,240,800 บาท และปี 2562 อีกจำนวน 1,002,486,200 บาท กระทรวงการคลังจึงได้เสนอให้เพิ่มทางเลือกในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน โดย ครม.เห็นชอบให้ผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของรัฐบาลไทย หมายความรวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของไทยและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจถือหุ้นในสัดส่วนที่มีอำนาจในการควบคุมจัดการได้ ซึ่ง ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2560
นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะให้บริษัทลูกรัฐวิสาหกิจก็เหมือนกับบริษัทเอกชนเข้าไปถือหุ้นแทนนั้น จะต้องมีการตีความสัญญาตามกรอบความร่วมมืออาเซียน ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หรือต้องเฉพาะเจาะจงเป็นรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจเพียงเท่านั้น ขณะเดียวกันตอนนี้ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า โครงการดังกล่าวหากมีการเพิ่มทุนแล้วยังสามารถเดินหน้ากิจการได้หรือไม่ด้วย รวมถึงในพื้นที่โครงการก็มีการต่อต้านด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเรื่องนี้ก็คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจก็น่าจะอยู่ในขอบข่ายอยู่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าจะให้บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้าไปถือหุ้นแทนรัฐบาลจะได้หรือไม่ เพราะถือว่าโดยนิตินัยไม่ใช่รัฐ ทำให้ติดข้อกฎหมายตรงนี้ เกรงว่าหาก ครม.มีมติอะไรไปอาจจะเป็นมติที่มิชอบ ก็เลยต้องให้กระทรวงการต่างประเทศไปหารือให้เกิดความชัดเจนก่อน” นายประภาศกล่าว